ไอชา เจ้าหน้าที่ด้านการส่งเสริมสุขภาพขององค์การแพทย์ไร้พรมแดน คือหนึ่งในผู้ลี้ภัยจากเมืองเอล-เจนีน่า มายังเมืองอาเดร ประเทศชาด ภายหลังจากสงครามในซูดานเริ่มต้นช่วงเดือนเมษายน 2566 โดยเธอจบการศึกษาจากสาขาสังคมศาสตร์และการพัฒนาเมือง - ชาด สิงหาคม 2567 © Ante Bussmann/MSF
สงครามซูดานคือจุดเริ่มต้นของวิกฤติการณ์ผู้ลี้ภัยครั้งใหญ่ที่สุดของโลกครั้งหนึ่ง มีผู้คนมากกว่า 12 ล้านชีวิตถูกบังคับให้อพยพออกจากบ้านเกิด กว่าแสนชีวิตเดินทางข้ามมายังประเทศชาด เพื่อลี้ภัยในค่ายที่การเข้าถึงปัจจัยพื้นฐานและบริการที่จำเป็นมีอยู่เพียงหยิบมือเดียวเท่านั้น
หนึ่งในผู้พลัดถิ่นคือไอชา บี เจ้าหน้าที่ด้านการส่งเสริมสุขภาพชาวซูดานที่ลี้ภัยมาจากเมืองเอล-เจนีน่า ทางภูมิภาคดาร์ฟูร์ ประเทศซูดาน เธอได้ร่ายจดหมายเพื่อส่งเสียงเรียกร้องให้วิกฤติการณ์ครั้งนี้อยู่ในความสนใจของผู้คนทั่วโลกมากขึ้น
จดหมายจากเจ้าหน้าที่องค์การแพทย์ไร้พรมแดนชาวซูดาน
ขณะที่ฉันกำลังเขียนจดหมายอยู่นี้ มีผู้คนมากกว่า 700,000 คนจากซูดาน (Sudan) ที่ต้องหาที่พักพิงในสาธารณรัฐชาด (Chad) เหมือนกับตัวฉันและครอบครัว
ผู้คนส่วนใหญ่เอาของติดตัวไปได้แค่เท่าที่จำเป็นจริงๆ เสื้อผ้า รูปภาพ และเงินสดจำนวนหนึ่ง การเดินทางคือฝันร้าย เราเห็นหมู่บ้านถูกเผาวอด ได้ยินเสียงปืน ต้องหลบซ่อนชายติดอาวุธและผ่านด่านตรวจนับครั้งไม่ถ้วน กว่าเราจะถึงฝั่งตะวันออกของสาธารณรัฐชาด เราก็แทบจะสูญเสียทุกอย่างไป
ย้อนไปเมื่อราวหนึ่งปีก่อน ฉันข้ามชายแดนมาพร้อมกับพี่ชายและแม่ เราต้องเดินกันมามากกว่า 30กิโลเมตร ต้องผ่านความร้อนระอุและความกลัวที่จะโดนทำร้ายหรือสั่งให้หยุดการเดินทาง การได้อยู่กับครอบครัวทำให้ฉันมีความเข้มแข็งพอจะเดินหน้าต่อไปได้
พอเราถึงค่ายพักพิงชั่วคราวใกล้เมืองอาเดร (Adré) ตอนแรกเราแทบไม่เห็นอะไรเลยนอกจากเต็นท์ไม่กี่หลัง เป็นพื้นที่ลานกว้างที่เต็มไปด้วยฝุ่น มีพุ่มไม้ จากนั้นก็ค่อยๆ เริ่มมีการสร้างห้องน้ำกับจุดจ่ายน้ำ หน่วยงานช่วยเหลือเริ่มแจกจ่ายอาหาร แต่อย่างที่คุณคงจินตนาการได้ ชีวิตเป็นไปอย่างลำบากเมื่อมีคนจำนวนมหาศาลเดินทางมาอยู่ที่เดียวกันในช่วงระยะเวลาสั้นๆ และทั้งหมดจะอยู่ได้ก็ด้วยการพึ่งพาความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม
ประชากรในอาเดรเพิ่มสูงขึ้นมากกว่า 6 เท่าตั้งแต่สงครามในซูดานเริ่ม ผู้ลี้ภัยจำนวนมากเหนื่อยล้าและเจ็บป่วยขณะที่บางคนได้รับบาดเจ็บสาหัส ในค่ายมีเจ้าหน้าที่องค์การแพทย์ไร้พรมแดน (Doctors Without Borders / Médecins Sans Frontières - MSF) ปฏิบัติงานอยู่ มีการจัดตั้งคลินิกให้บริการที่จำเป็นกับผู้ ลี้ภัยรวมถึงคลินิกเคลื่อนที่ การสนับสนุนงานสุขภาพจิตและการจัดหาน้ำ และที่นั่นเองที่ทำให้ฉันรู้จักกับเจ้าหน้าที่องค์การฯ
ไอชานำทางผู้ป่วยอายุ 80 ปีไปยังคลินิกขององค์การฯ ในค่ายอาเดร - ชาด กรกฎาคม 2567 © Ante Bussmann/MSF
ฉันและความอลหม่านรอบตัว
ฉันขอแนะนำตัว ฉันชื่อไอชา บี (Aisha B.) อายุ 28 ปี มาจากเมือง เอล-เจนีน่า (El Geneina) รัฐดาร์ฟูร์ตะวันตก (West Darfur) สงครามเปลี่ยนทุกสิ่งอย่างไป ฉันเคยมีชีวิตที่ดี หลังเรียนจบสาขาสังคมศาสตร์และการพัฒนาเมือง ฉันทำงานกับองค์กรพัฒนาเอกชน (Non-governmental organization - NGO) อยู่หลายปี ตอนนี้ฉันทำงานกับองค์การฯ ในหน้าที่เจ้าหน้าที่ส่งเสริมสุขภาพ ให้ความรู้ด้านสุขภาพและบริการที่องค์การฯ ดำเนินงานในค่ายพักพิงชั่วคราวอาเดร (Adré transit camp)
ทุกเช้าเวลาที่ฉันเริ่มเข้างาน ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมารอที่หน้าคลินิกแล้ว ฉันสอบถามถึงอาการและแนะนำให้ติดต่อแผนกที่เกี่ยวข้อง การสื่อสารเป็นความท้าทายหลักๆ เนื่องจากคนที่นี่ใช้ภาษาหลากหลายและฉันเป็นตัวเชื่อมระหว่างเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์และผู้ป่วย
เมื่อผู้ป่วยกลุ่มใหญ่กลุ่มแรกได้รับการรักษาแล้ว ฉันจะย้ายไปอีกแผนกเพื่อช่วยกลุ่มเด็กที่มีภาวะทุพโภชนาการเฉียบพลัน ที่นั่นฉันได้คุยกับญาติของเด็กๆ ส่วนใหญ่เป็นแม่ เรื่องที่คุยเกี่ยวกับการดูแลเด็กๆ ของพวกเขา ฉันอธิบายรายละเอียดการรักษา วิธีการดูแลเด็กๆ ที่เหมาะสมและการป้องกันโรค ฉันยังให้ข้อมูลพวกเขาเกี่ยวกับสาเหตุของภาวะทุพโภชนาการ (malnutrition) และวิธีการป้องกัน และการป้องกันความเจ็บป่วยในเด็ก เช่น ท้องเสีย (diarrhea) หรือไข้มาลาเรีย (malaria)
บางครั้งการแค่อยู่ตรงนั้นและรับฟังก็สามารถช่วยได้แล้ว ทุกคนต่างมีเรื่องราวของตนเอง ทุกคนรู้สึกถึงความขมขื่นจากความสูญเสียในสงครามซูดาน ฉันก็รู้สึกเช่นเดียวกัน เราต่างต้องผ่านประสบการณ์แย่ๆ และต้องจากบ้านมา
เมื่อไม่นานนี้ มีผู้หญิงมาที่คลินิกองค์การฯ พร้อมกับลูกของเธอ คุณจะเห็นเธอได้ในรูปด้านล่างนี้ มานาฮิล เอ็ม (Manahil M.) และหนูน้อยซาบาห์ (Sabah) แม่มีไข้สูงและพอมาถึงคลินิกไม่นานก็หมดสติไป เราจึงต้องรีบแจ้งสมาชิกในครอบครัวของเธอ
ขณะที่แพทย์ดูอาการของมานาฮิล ฉันติดต่อฝั่งสามีได้ด้วยโทรศัพท์มือถือของเธอ เขามาถึงคลินิกอย่างเร็วที่สุดเท่าที่เขาจะมาได้ ระหว่างนั้นฉันและเพื่อนร่วมงานช่วยกันดูแลซาบาห์ ทารกวัย 5 เดือนที่มีร่างกายแข็งแรง
แพทย์วินิฉัยว่ามานาฮิลเป็นไข้มาลาเรียและขาดน้ำอย่างรุนแรง เธอได้รับสารน้ำและยาสำหรับไข้มาลาเรียทางหลอดเลือด ผ่านไปประมาณ 20 นาทีเธอเริ่มรู้สึกตัวแต่ยังคงรู้สึกอ่อนล้าและมึนงง สามีของเธอกุมมือเธอและดูแลซาบาห์ไปด้วย
เป็นที่น่าดีใจที่ที่การรักษาเป็นไปด้วยดี พอถึงตอนเย็นมานาฮิลก็แข็งแรงพอที่จะกลับบ้านได้ ฉันโล่งใจมาก คงจะเป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจมากสำหรับสามีของเธอและหนูน้อยซาบาห์ถ้าเธอไม่รอดชีวิต เวลาแบบนี้คือเวลาสำคัญที่ครอบครัวเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าสิ่งใด
คลินิกองค์การฯ ในค่ายพังพิงชั่วคราวอาเดร
ที่นี่ฉันนั่งอยู่ข้างเตียงของมานาฮิล เอ็ม คุณแม่วัยสาวที่ป่วยหนักจากไข้มาลาเรียถึงขั้นหมดสติ ลูกของเธอนอนอยู่ข้างๆ เธอ ส่วนฉันและเพื่อนร่วมงานช่วยกันดูแลเด็กจนกว่าพ่อเด็กจะมาถึง โชคดีที่หลังจากนั้นไม่นานมานาฮิลมีอาการดีขึ้นจากการรักษา
ไร้มือที่ยื่นเข้าช่วยเหลือ
นี่เป็นตัวอย่างเพียงหนึ่งในครอบครัวจำนวนมากที่ฉันต้องพบเจอทุกวัน บางครอบครัวยังไม่มีเต็นท์หรือที่พักที่เหมาะสม ฉันรู้สึกเศร้าใจกับสภาพความเป็นอยู่เช่นนี้
การปรับตัวของนานาชาติในการให้ความช่วยเหลือเป็นไปอย่างเชื่องช้าเมื่อเทียบกับจำนวนคนที่หลั่งไหลมา การจัดสรรปันส่วนอาหารไม่เพียงพอ เด็กจำนวนมากมีอาการทุพโภชนาการเฉียบพลัน และเราต้องใช้อาหารเสริมเพื่อการบำบัดรักษาภาวะดังกล่าว
สถานการณ์ในซูดานยิ่งย่ำแย่ลงไปอีก ฉันรู้สึกเหมือนมีอะไรมากรีดหัวใจทุกครั้งที่ฉันได้ยินข่าวคราวจากบ้านและคิดถึงเพื่อนและญาติๆ ของฉันที่ยังอยู่ที่นั่น ตามข้อมูลขององค์การสหประชาชาติ (United Nations – UN) ประชากรมากกว่า 25 ล้านคนหรือครึ่งหนึ่งของประชากรในซูดานกำลังเผชิญกับความอดอยากในระดับวิกฤต
นอกจากการต่อสู้ปะทะที่หนักหน่วง องค์การฯ ยังคงมุ่งมั่นในการทำงานให้ความช่วยเหลือในหลายพื้นที่ของซูดาน ฉันจำได้ว่าตอนสงครามเพิ่งเริ่มมีผู้บาดเจ็บต้องข้ามชายแดนมาที่อาเดร พวกเขาบาดเจ็บจากระเบิดและกระสุนปืน ในตอนนั้นองค์การฯ ติดตั้งเต็นท์พยาบาลแบบอัดลมในพื้นที่เมือง โดยมีห้องผ่าตัดอยู่ในเต็นท์ เจ้าหน้าที่ขององค์การฯ พร้อมทำงานตลอดเวลาเพื่อช่วยรักษาชีวิตผู้คนจำนวนนับไม่ถ้วน
แม้ว่าตอนนี้ผู้บาดเจ็บที่เข้ามาที่เมืองอาเดรจะมีจำนวนลดน้อยลงแล้วเนื่องจากแนวปะทะได้เปลี่ยนไปที่พื้นที่อื่น ฉันยังคงรู้สึกเป็นห่วงและกังวลถึงญาติๆ ของฉันที่อยู่ในซูดาน แต่ฉันไม่มีทางเลือกอื่นนอกเหนือจากงานตรงหน้า งานประจำวันของฉันทำให้ฉันต้องมุ่งมั่นและทำให้ฉันเห็นความหมายของงานนี้ งานนี้ให้รายได้ที่ใช้ดูแลครอบครัว แต่ยิ่งไปกว่านั้นทำให้ฉันได้มีโอกาสช่วยเหลือผู้อื่น ฉันโชคดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของทีมที่ทำงานอย่างหนักในการช่วยเหลือทุกคนที่นี่
สถานการณ์เหล่านี้เป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากสำหรับพวกเรา แต่การรับฟังและดูแลซึ่งกันและกันทำให้เรามีแรงก้าวต่อไปข้างหน้า ผู้ลี้ภัยแบบเราก็เหมือนกับครอบครัวใหญ่ครอบครัวหนึ่งที่ช่วยเติมพลังให้แก่กัน
ฉันเชื่อว่าสิ่งหนึ่งที่ยึดพวกเราไว้ด้วยกันไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหนคือเรายังมีคนใกล้ตัวที่เราพึ่งพาได้อยู่รอบๆ ตัวเรา โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ยากลำบาก
ฉันไม่รู้ว่าใครจะอ่านข้อความของฉันหรือจะอ่านจากที่ไหน ฉันอยากจะส่งคำทักทายจากที่นี่ที่สาธารณรัฐชาด และจากหัวใจของฉันที่อยู่ในซูดาน
ขอแสดงความนับถือ
ไอชา บี (Aisha B.)
เจ้าหน้าที่ด้านการส่งเสริมสุขภาพ องค์การแพทย์ไร้พรมแดน
สนับสนุนการทำงานในสถานการณ์ฉุกเฉินของพวกเรา
สนับสนุนพวกเราในการส่งต่อเวชภัณฑ์ที่จำเป็นต่อการช่วยชีวิตผู้ป่วยในสถานการณ์ฉุกเฉิน ด้วยการบริจาคตอนนี้