3 ปีแห่งสงครามได้ทำลายปัจจัยพื้นฐานที่หล่อเลี้ยงชีวิตของประชาชน
สงครามที่ดำเนินมาเป็นเวลา 3 ปีแปรเปลี่ยนซูดานให้กลายเป็นหนึ่งในวิกฤตด้านมนุษยธรรมที่รุนแรงที่สุดในโลก โดยมีลักษณะสำคัญคือการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (International Humanitarian Law) การที่ผู้กระทำผิดจำนวนมากไม่ต้องรับโทษ และสถานการณ์ที่พลเรือนไม่มีพื้นที่ปลอดภัย
องค์การฯ ขอประณามความรุนแรงที่เกิดขึ้น การลอยนวลพ้นผิดอย่างแพร่หลาย และข้อจำกัดในการเข้าถึงความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ท่ามกลางการล่มสลายของระบบสาธารณสุข
การเผชิญหน้าระหว่างกองกำลังติดอาวุธซูดาน (Sudanese Armed Forces – SAF) และกองกำลังสนับสนุนเคลื่อนที่เร็ว (Rapid Support Forces – RSF) รวมถึงกลุ่มพันธมิตรของทั้งสองฝ่าย ได้นำไปสู่การทำลายล้างโครงสร้างบริการพื้นฐานที่ประชาชนต้องพึ่งพาอย่างเป็นระบบ ซึ่งรวมถึงบริการสาธารณสุข การคุ้มครอง ความมั่นคงทางอาหาร และความปลอดภัยขั้นพื้นฐาน
ข้อมูลล่าสุด
ในปี 2568 เฉพาะทีมเจ้าหน้าที่องค์การฯ ได้ส่งต่อการรักษาผู้ป่วยมากกว่า 7,700 รายจากความรุนแรงทางกายภาพ รวมถึงบาดแผลจากกระสุนปืน ให้บริการตรวจรักษาฉุกเฉินมากกว่า 250,000 ครั้ง และให้บริการดูแลผู้ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงทางเพศมากกว่า 4,200 ครั้ง ทั้งนี้ ความรุนแรงทางเพศมักถูกใช้เป็นอาวุธในสงคราม และผู้หญิงเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด
ในช่วงเวลาเดียวกัน เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีมากกว่า 15,000 คนเข้ารับการรักษาในโครงการโภชนบำบัดสำหรับผู้ป่วยในขององค์การฯ เนื่องจากภาวะทุพโภชนาการเฉียบพลัน (Acute Malnutrition) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากโรคที่สามารถรักษาได้
"เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณมองไปยังประเทศซูดาน คุณจะพบว่าความต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนจำนวนมากอยู่ทุกที่ และมันไม่สามารถที่จะทำงานเพื่อรองรับความต้องการเหล่านั้นได้เลย มีประชาชนกว่าหนึ่งล้านชีวิตที่ได้รับความช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรมเพียงน้อยนิด สถานพยาบาลและเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ตกอยู่ใต้อันตราย และระบบการส่งต่อความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมระดับนานาชาติต่างล้มเหลวในการส่งต่อความช่วยเหลือ แม้กระทั่งเพียงเศษเสี้ยวของการให้ช่วยเหลือก็ยังไปไม่ถึง"
สนับสนุนการทำงานในสถานการณ์ฉุกเฉินของพวกเรา
สนับสนุนพวกเราในการส่งต่อเวชภัณฑ์ที่จำเป็นต่อการช่วยชีวิตผู้ป่วยในสถานการณ์ฉุกเฉิน ด้วยการบริจาคตอนนี้
ผลกระทบของสงครามในสาธารณรัฐซูดาน
ก่อนที่ความรุนแรงจะเพิ่มสูงขึ้นในเดือนเมษายน 2566 ระบบสาธารณสุขของซูดานมีความเปราะบางมากอยู่แล้ว โดยมีตัวชี้วัดด้านสุขภาพที่อยู่ในระดับต่ำอย่างต่อเนื่องและมีความเหลื่อมล้ำสูง สงครามในซูดานที่กำลังดำเนินอยู่ได้ทำลายโครงสร้างพื้นฐานเพียงเล็กน้อยที่ยังคงเหลืออยู่ ส่งผลให้เกิดผลกระทบร้ายแรงต่อประชาชนหลายล้านคน
- ความรุนแรงต่อพลเรือน: องค์การฯ พบการเปลี่ยนแปลงที่น่ากังวลในลักษณะการดำเนินสงคราม รวมถึงการใช้อากาศยานไร้คนขับโดรนอย่างแพร่หลายทั้งจากกองกำลังติดอาวุธซูดานและกองกำลังสนับสนุนเคลื่อนที่เร็ว การโจมตีดังกล่าวเกิดขึ้นมากขึ้นในพื้นที่ที่อยู่ห่างจากแนวหน้า โดยมุ่งเป้าไปที่โครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งและโลจิสติกส์และพื้นที่พลเรือนที่มีประชาชนอาศัยอยู่ รายงานหัวข้อ “ปิดล้อม โจมตี ปล่อยให้อดอยาก (Besieged, Attacked, Starved)” ขององค์การฯ แสดงให้เห็นว่าพลเรือนยังคงตกอยู่ท่ามกลางการสู้รบในเมืองเอล ฟาเชอร์ (El Fasher) รัฐดาร์ฟูร์เหนือ (North Darfur) ล่าสุดในเดือนพฤษภาคม 2569 การโจมตีด้วยอากาศยานไร้คนขับโดรนบริเวณเมืองทีนา (Tina) ประเทศซูดาน ใกล้ชายแดนสาธารณรัฐชาด (Chad) มีความรุนแรงเพิ่มขึ้น โดยมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 116 รายจากการโจมตีดังกล่าวเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลทีเน (Tiné Hospital) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากองค์การฯ
- การล่มสลายของระบบสาธารณสุข: ตลอดช่วงความขัดแย้ง โครงการฉีดวัคซีนต้องหยุดชะงัก และระบบเฝ้าระวังโรคล่มสลาย ส่งผลให้โรคต่างๆ แพร่กระจายรวดเร็วขึ้น และทำให้การตรวจพบการระบาดล่าช้า การลดลงของเงินทุนสนับสนุนทำให้สถานการณ์ที่เลวร้ายอยู่แล้วรุนแรงยิ่งขึ้น และประชาชนต้องเป็นผู้รับผลกระทบอีกครั้ง
- ความรุนแรงทางเพศในฐานะอาวุธสงคราม: รายงานขององค์การฯ เรื่อง “ฉันมีอะไรอยากจะบอกกับคุณ...”: การเอาชีวิตรอดจากวิกฤตความรุนแรงทางเพศในดาร์ฟูร์ (There is something I want to tell you…”: Surviving the Sexual Violence Crisis in Darfur) นำเสนอข้อมูลที่มีการบันทึกอย่างครอบคลุมเกี่ยวกับความรุนแรงทางเพศในสงครามซูดาน โดยในช่วงระหว่างเดือนมกราคม 2567 ถึงเดือนพฤศจิกายน 2568 มีผู้รอดชีวิตจากความรุนแรงทางเพศอย่างน้อย 3,396 รายเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลที่ได้รับการสนับสนุนจากองค์การฯ ทั่วพื้นที่รัฐดาร์ฟูร์เหนือ และรัฐดาร์ฟูร์ใต้ (South Darfur) โดยผู้หญิงและเด็กหญิงคิดเป็นร้อยละ 97 ของผู้รอดชีวิตที่ได้รับการรักษาภายใต้โครงการขององค์การฯ
- การระบาดของโรค: สภาพความเป็นอยู่ที่ย่ำแย่ การขาดแคลนน้ำสะอาด ไม่ได้รับวัคซีน และข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการสาธารณสุข ล้วนเป็นปัจจัยที่เอื้อต่อการเกิดโรคระบาดในวงกว้าง องค์การฯ พบการระบาดซ้ำของโรคร้ายแรงที่เป็นอันตรายถึงชีวิตแต่สามารถป้องกันได้ทั่วพื้นที่ซูดาน ในปี 2568 องค์การฯ ส่งต่อการรักษาผู้ป่วยโรคหัด (Measles) มากกว่า 12,000 ราย และผู้ป่วยอหิวาตกโรค (Cholera) เกือบ 42,200 ราย การเพิ่มขึ้นของโรคเหล่านี้กำลังคร่าชีวิตประชาชนกลุ่มเปราะบางที่สุด โดยเฉพาะเด็กและหญิงตั้งครรภ์
- วิกฤตด้านสุขภาพมารดา: หญิงตั้งครรภ์ได้รับผลกระทบอย่างมากจากข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการสาธารณสุข โดยตั้งแต่ปี 2566 ถึง 2568 องค์การฯ ให้ความช่วยเหลือการคลอดบุตรมากกว่า 35,300 ราย และผ่าตัดคลอด (Caesarean Section) จำนวน 6,400 ครั้ง
- วิกฤตด้านอาหาร: ในปี 2568 เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีมากกว่า 15,000 คนเข้ารับการรักษาในโครงการโภชนบำบัดสำหรับผู้ป่วยในขององค์การฯ เนื่องจากภาวะทุพโภชนาการเฉียบพลันทำให้ผู้ป่วยมีความเสี่ยงเสียชีวิตเพิ่มขึ้นจากโรคที่โดยปกติสามารถรักษาได้
ความรุนแรงยังคงทำลายชีวิตผู้คนอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังส่งผลให้การเข้าถึงบริการสาธารณสุขยากลำบากขึ้น และทำให้บุคลากรทางการแพทย์ต้องเสี่ยงอันตราย เราขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายในสงครามร่วมกันปกป้องชีวิตพลเรือนและปกป้องกลุ่มคนเหล่านี้จากการตกเป็นเป้าของสงครามครั้งนี้โอซาน อักบาส ผู้จัดการด้านงานฉุกเฉิน
ภารกิจขององค์การแพทย์ไร้พรมแดนในสาธารณรัฐซูดาน
ปัจจุบันองค์การแพทย์ไร้พรมแดนปฏิบัติงานภายในพื้นที่และให้การสนับสนุนสถานพยาบาลกว่า30 แห่งใน 10 รัฐจากทั้งสิ้น 18 รัฐในสาธารณรัฐซูดาน คณะทำงานขององค์การฯ ให้การดูแลทางการแพทย์ที่จำเป็นทั่วประเทศ โดยมุ่งเน้นในด้านต่างๆ ดังนี้
- บริการฉุกเฉินและการผ่าตัด อันได้แก่การดูแลรักษาอาการบาดเจ็บจากสงครามและการบาดเจ็บอื่นๆ รวมถึงการดูแลผู้ป่วยภาวะวิกฤติและการผ่าตัดคลอด
- การดูแลสุขภาพมารดาและเด็ก อันได้แก่บริการด้านสุขภาพที่จำเป็นสำหรับแม่และเด็ก
- การรักษาภาวะทุพโภชนาการ ซึ่งประกอบไปด้วยการคัดกรองผู้มีภาวะทุพโภชนาการ ตลอดจนการดูแลรักษาในโรงพยาบาลและที่บ้านสำหรับเด็กที่อยู่ในภาวะขาดสารอาหารเฉียบพลันและสตรีมีครรภ์
- คลินิกผู้ป่วยนอกและคลินิกเคลื่อนที่ ซึ่งเป็นการออกให้บริการด้านสาธารณสุขในพื้นที่ต่าง ๆ รวมทั้งในชุมชนผู้พลัดถิ่นและผู้ลี้ภัย
- โครงการการฉีดวัคซีน ได้แก่การให้วัคซีนตามรอบปกติและวัคซีนเพิ่มเติม
- การจัดการโรคระบาด อันได้แก่การจัดการควบคุมอหิวาตกโรค (cholera) โรคหัด และวิกฤตการณ์ด้านสุขภาพอื่นๆ
- กิจกรรมด้านน้ำ สุขาภิบาล และการส่งเสริมสุขอนามัย ได้แก่การเสริมสร้างสุขอนามัยโดยการติดตั้งสุขา การซ่อมแซมจุดจ่ายน้ำ และบริการสุขาภิบาล
- การบริจาคเวชภัณฑ์ ซึ่งประกอบไปด้วยการสนับสนุนยาและเวชภัณฑ์ที่จำเป็นแก่สถานพยาบาล
- การสร้างเสริมศักยภาพ อันได้แก่การจัดการฝึกอบรม การสนับสนุนเบี้ยเลี้ยง และการสนับสนุนด้านการขนส่งเดินทางแก่เจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุข
- การโจมตีระบบดูแลสุขภาพ
- มีการปล้นสะดม ทิ้งระเบิด และเข้าควบคุมโรงพยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ถูกคุกคาม ถูกควบคุมตัว หรือถูกบังคับให้หลบหนี รถพยาบาลถูกขัดขวางไม่ให้เข้าถึงผู้บาดเจ็บ
- ตั้งแต่เดือนเมษายน 2566 มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 2,000 ราย และผู้ได้รับบาดเจ็บ 720 ราย จากการโจมตีสถานพยาบาล 213 ครั้งทั่วประเทศ ตามข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (World Health Organization – WHO) ในปี 2568 ตัวเลขผู้เสียชีวิตจากการโจมตีต่อบริการสาธารณสุขในซูดานคิดเป็นร้อยละ 82 ของจำนวนผู้เสียชีวิตจากการโจมตีต่อบริการสาธารณสุขทั่วโลก
- มีการปล้นสะดม ทิ้งระเบิด และเข้าควบคุมโรงพยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ถูกคุกคาม ถูกควบคุมตัว หรือถูกบังคับให้หลบหนี รถพยาบาลถูกขัดขวางไม่ให้เข้าถึงผู้บาดเจ็บ
- การโจมตีเจ้าหน้าที่องค์การแพทย์ไร้พรมแดนและบุคลากรทางการแพทย์
- คู่สงครามได้ใช้ความรุนแรงกับเจ้าหน้าที่ขององค์การฯ และบุคลากรโรงพยาบาลที่องค์การฯ ให้การสนับสนุนในกรุงคาร์ทูมและภูมิภาคดาร์ฟูร์ เจ้าหน้าที่ในคณะทำงานและบุคลากรทางการแพทย์ที่ได้รับการสนับสนุนถูกทำร้ายร่างกาย คุกคาม และข่มขู่แบบจงใจ ตลอดจนถูกกักขังและถูกละเมิดในรูปแบบอื่น
- ในปี 2568 องค์การฯ บันทึกเหตุการณ์ความรุนแรง 100 ครั้งที่มีเป้าหมายทำร้ายเจ้าหน้าที่ สถานพยาบาลที่ได้รับการสนับสนุนจากองค์การฯ และเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ขององค์การฯ
- เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 การโจมตีโรงพยาบาลเอล แดอีน (El Daein Hospital) ในรัฐดาร์ฟูร์ตะวันออก (East Darfur) ซึ่งมีรายงานว่าเกิดจากการโจมตีของกองกำลังติดอาวุธซูดาน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 70 ราย รวมถึงเด็ก 15 ราย
- เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2569 การโจมตีโรงพยาบาลอัลจาบาเลน (Al Jabalain Hospital) ซึ่งมีรายงานว่าเกิดจากการโจมตีของกองกำลังสนับสนุนเคลื่อนที่เร็ว ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 10 ราย รวมถึงบุคลากรทางการแพทย์ 7 ราย
- คู่สงครามได้ใช้ความรุนแรงกับเจ้าหน้าที่ขององค์การฯ และบุคลากรโรงพยาบาลที่องค์การฯ ให้การสนับสนุนในกรุงคาร์ทูมและภูมิภาคดาร์ฟูร์ เจ้าหน้าที่ในคณะทำงานและบุคลากรทางการแพทย์ที่ได้รับการสนับสนุนถูกทำร้ายร่างกาย คุกคาม และข่มขู่แบบจงใจ ตลอดจนถูกกักขังและถูกละเมิดในรูปแบบอื่น
บุคลากรทางการแพทย์และสถานพยาบาลต้องได้รับการปกป้องคุ้มครอง
นับตั้งแต่ความขัดแย้งในซูดานเริ่มต้นขึ้น บุคลากรทางการแพทย์และสถานพยาบาลถูกโจมตีและปล้นสะดม ส่งผลให้ระบบสาธารณสุขในหลายพื้นที่ได้รับความเสียหายและหรือไม่สามารถดำเนินงานได้
สถานพยาบาลหลักขององค์การฯ ในกรุงคาร์ทูม (Khartoum) รัฐดาร์ฟูร์ใต้ และรัฐดาร์ฟูร์ตะวันตก (West Darfur) ถูกบุกรุกในช่วงเริ่มต้นความขัดแย้งในซูดาน ส่งผลให้อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นและอุปกรณ์ด้านโลจิสติกส์ถูกขโมย สร้างผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อการดำเนินงานขององค์การฯ
พร้อมดำเนินงานในสถานการณ์ฉุกเฉิน
ส่งต่อความช่วยเหลือทางการแพทย์ไปยังผู้คนที่กำลังเผชิญความรุนแรงในประเทศซูดาน และผู้ป่วยในพื้นที่กว่า 70 ประเทศทั่วโลก ผ่านการบริจาคตอนนี้