ซูดาน: ท่ามกลางสงคราม เจ้าหน้าที่องค์การฯ ยังคงปฏิบัติภารกิจเพื่อช่วยชีวิตผู้คน
ซอนดอสทำงานเป็นล่ามทางการแพทย์ในโรงพยาบาลฝึกสอนเอล เจจีน่า ทางดาร์ฟูร์ตะวันตก สงครามส่งผลกระทบต่อการศึกษาและพรากสมาชิกบางคนในครอบครัวของเธอไป อย่างไรก็ตาม เธอยังคงยืนหยัดอย่างเข้มแข็งผ่านการทำงานอาสา และเป็นส่วนหนึ่งของการฟื้นฟูห้องฉุกเฉินระหว่างช่วงเวลาสงคราม ภายหลังเธอได้เข้าร่วมทีมขององค์การแพทย์ไร้พรมแดนเพื่อส่งต่อการรักษาทางการแพทย์ - ซูดาน 2568 © Natalia Romero Peñuela/MSF
ในปี 2569 เป็นการครบรอบสามปีสงครามซูดาน (Sudan) สงครามที่ได้ทำลายล้างเมือง ส่งผลให้บริการพื้นฐานล่มสลายและบีบบังคับให้ผู้คนนับล้านต้องหลบหนี ในจำนวนนี้ยังรวมถึงเพื่อนร่วมงานของเราในองค์การแพทย์ไร้พรมแดน (Doctors Without Borders / Médecins Sans Frontières – MSF) ซึ่งยังคงทำงานอย่างทุ่มเทในทุกวินาที เพื่อไม่ให้ความหวังดับลง
เพื่อนร่วมงานชาวซูดานของเราทุกคนต่างสูญเสียบางสิ่งจากสงครามครั้งนี้ ตั้งแต่การสูญเสียที่ชัดเจนที่สุด ทั้งคนที่เขารัก ญาติพี่น้อง เพื่อน รวมถึงทุกสิ่งที่พวกเขาสร้างขึ้นมาจากการทำงานทั้งชีวิต จนถึงการสูญเสียที่มองผิวเผินอาจดูเล็กน้อย เช่น กิจวัตรประจำวัน ความรู้สึกภาคภูมิใจในสิ่งที่ทำสำเร็จ และความสงบในจิตใจ
แต่ในทุกวัน พวกเขายังคงตื่นขึ้นมา ออกจากบ้านเดินทางไปยังสถานพยาบาลและสำนักงานองค์การฯ พวกเขาทำเช่นนั้นเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นซึ่งชีวิตก็ถูกพรากสิ่งอันมีค่าแทบทั้งหมดไปเช่นกัน เจ้าหน้าที่องค์การฯ ชาวซูดาน ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น 1,470 คน และบุคลากรกระทรวงสาธารณสุขอีก 5,500 คนที่ได้รับการสนับสนุนจากองค์การฯ1 เขาเหล่านี้คือเสาหลักที่พยุงการดำเนินงานขององค์การฯ ในซูดาน
นับตั้งแต่เดือนเมษายน 2566 เป็นต้นมา ซูดานต้องเผชิญกับความขัดแย้งอย่างรุนแรงระหว่างกองกำลังติดอาวุธซูดาน (Sudanese Armed Forces - SAF) และกองกำลังสนับสนุนเคลื่อนที่เร็ว (Rapid Support Forces - RSF) การสู้รบบีบบังคับให้ประชาชนมากกว่า 13 ล้านคนต้องหลบหนีออกจากบ้านเรือน และนำไปสู่การล่มสลายของบริการพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต จากการประเมินขององค์การสหประชาชาติ(United Nations – UN) มีประชาชนราว 25 ล้านคนที่กำลังเผชิญภาวะความไม่มั่นคงทางอาหาร และอีกจำนวนมากประสบภาวะทุพโภชนาการ (malnutrition) นอกจากนี้ พลเรือน รวมถึงเด็กตกเป็นเหยื่อของการโจมตี การกระทำทารุณกรรมด้วยเหตุผลด้านชาติพันธุ์ การลักพาตัว การทรมาน และความรุนแรงทางเพศ
เราขอให้เพื่อนร่วมงานของเราเล่าถึงสิ่งที่พวกเขาได้สูญเสียไปรวมถึงสิ่งที่ยังคงเป็นแรงผลักดันให้พวกเขาทำงานต่อไปท่ามกลางการสูญเสียที่เกิดขึ้นเหล่านี้ เรื่องราวเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ความขัดแย้งไม่ได้ส่งผลกระทบกับผู้ที่เข้ารับการรักษาเท่านั้น หากยังส่งผลต่อผู้ดูแลเช่นเดียวกัน
นายแพทย์อัลตาเยบรับตำแหน่งศัลยแพทย์กระดูกและข้อ ประจำโรงพยาบาลทาวิลา ทางดาร์ฟูร์เหนือ หลังจากที่เขาต้องอพยพออกจากพื้นที่เอล ฟาเชอร์ท่ามกลางความรุนแรงและการทำลายล้าง ปัจจุบันเขารับหน้าที่ส่งต่อและดูแลรักษาผู้ป่วย อุทิศชีวิตให้กับผู้ป่วยที่ต้องการความปลอดภัย - ซูดาน 2568 © Natalia Romero Peñuela/MSF
อัลตาเยบ (Altayeb) ศัลยแพทย์ ประจำเมืองทาวิลา (Tawila)
นายแพทย์อัลตาเยบ ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ (Orthopaedic surgeon) ในดาร์ฟูร์เหนือ (North Darfur)หลบหนีออกจากเมืองเอล ฟาเชอร์ (El Fasher) และเดินทางมาถึงโรงพยาบาลทาวิลา (Tawila Hospital) เพียงหนึ่งสัปดาห์ก่อนที่เมืองจะตกอยู่ภายใต้การควบคุมของกองกำลังสนับสนุนเคลื่อนที่เร็วอย่างเบ็ดเสร็จ เขาและภรรยาจำเป็นต้องทิ้งชีวิตที่สะดวกสบายที่ร่วมกันสร้างในย่านที่น่าอยู่ของเมืองไว้เบื้องหลัง ในช่วงหลายเดือนก่อนการหลบหนี สภาพความเป็นอยู่เลวร้ายลงยากจะทนต่อไปได้อีก “สถานการณ์อันตรายมาก เพราะการยิงถล่มสามารถเริ่มขึ้นได้ทุกเมื่อ" เขาเล่า
สองสัปดาห์ภายหลังการยึดครองเมืองเอล ฟาเชอร์ ภารกิจแรกของเขาในฐานะศัลยแพทย์ที่โรงพยาบาลขององค์การฯ ในเมืองทาวิลาคือการทำความสะอาดและเย็บแผลให้กับผู้ป่วยที่สูญเสียขาบางส่วนระหว่างเหตุการณ์ยึดครองเมือง และโดยบังเอิญ บังเอิญว่าผู้ป่วยรายนี้เป็นญาติห่างๆ ของหมออัลตาเยบ ซึ่งต้องเดินทางด้วยรถลากลาเป็นเวลาสามวัน พร้อมบาดแผลเปิดจากกระสุนลูกหลง ก่อนจะมาถึงโรงพยาบาลได้ในที่สุด
แม้เหตุผลหลักของหมออัลตาเยบในการหลบหนีคือการหาสถานที่ปลอดภัยสำหรับคลอดบุตรให้ภรรยาซึ่งกำลังตั้งครรภ์ แต่สิ่งที่ทำให้เขายังคงทำงานดูแลผู้ป่วยต่อไป คือผู้ป่วยใต้ความดูแลของเขาเอง “ผู้ป่วยบางคนของผมที่มาจากที่นั่น (เอล ฟาเชอร์) ตอนนี้ก็มาอยู่ที่นี่แล้ว" เขากล่าว
ซอนดอส (Sondos) และฮักวา (Hagwa) เจ้าหน้าที่หอผู้ป่วยสูติกรรม ในดาร์ฟูร์ตะวันตก (West Darfur)
ในเมืองเอล เจนีน่า (El Geneina) รัฐดาร์ฟูร์ตะวันตก สิ่งแรกที่สงครามได้พรากไปจากซอนดอสคือโอกาสในการสำเร็จการศึกษา “เมื่อสงครามเริ่มขึ้น ฉันกำลังเรียนอยู่ปีสุดท้าย มหาวิทยาลัยต้องปิดทำการและไม่เคยเปิดอีกเลย” เธอกล่าว “สงครามได้พรากความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของฉันไป”
และเนื่องจากเธอไม่มีใบปริญญาบัตรเธอจึงไม่สามารถทำงานเป็นพยาบาลได้ เลยต้องทำงานในตำแหน่งล่ามทางการแพทย์ที่โรงพยาบาลหลักเอล เจนีน่า (El Geneina Teaching Hospital) ความขัดแย้งยังบีบบังคับให้สมาชิกในครอบครัวบางส่วนของเธอต้องหนีออกจากเมืองเป็นเวลาสามเดือน และเมื่อพวกเขากลับมา เธอพบว่าพี่ชาย ป้า และญาติอีกหลายคนได้เสียชีวิตแล้ว
“เป็นปีที่ยากลำบากที่สุดในชีวิตของฉันเลย” เธอกล่าว ด้วยความเข้มแข็งที่เธอยังมีเหลืออยู่ เธอเข้าร่วมกลุ่มอาสาสมัครเปิดห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลขึ้นมาอีกครั้ง “เราแค่ต้องการช่วยเหลือชุมชนของเรา เพราะผู้คนกำลังทุกข์ทรมานและไม่มีสถานพยาบาลให้พึ่งพา เราทำงานกันจนกระทั่งองค์การฯ กลับมาดำเนินการที่โรงพยาบาล จากนั้นมา เราก็ร่วมทำงานกับพวกเขาเพื่อให้บริการด้านการแพทย์ต่อไป” เธออธิบาย
ส่วนที่หอผู้ป่วยสูติกรรม ซอนดอสทำงานร่วมกับฮักวาซึ่งเป็นพยาบาลกระทรวงสาธารณสุขที่ได้รับการสนับสนุนค่าตอบแทนจากองค์การฯ ฮักวาเล่าว่าหนึ่งในความสูญเสียสำคัญที่เกิดจากความขัดแย้งคือความไว้วางใจในชุมชนที่เสื่อมถอยลง
“ก่อนเกิดสงคราม ชาวซูดานทุกคนเหมือนกันคือมีน้ำใจ เปี่ยมด้วยความรัก และดูแลซึ่งกันและกัน แต่ในตอนนี้ เพราะสงคราม เราได้เห็นพฤติกรรมที่ไม่ดีเกิดขึ้นในหมู่พวกเราเอง" เธอกล่าว “หลายครอบครัวถูกพรากออกจากกันและเต็มไปด้วยความหวาดกลัว บ้านของเราไม่ปลอดภัยอีกต่อไป”
ฮักวารับบทบาทเป็นพยาบาลในหน่วยผดุงครรภ์ของโรงพยาบาลเอล เจจีน่า เธอเป็นอีกหนึ่งคนที่ต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่นจากสงคราม ปัจจุบันเธอทำงานอย่างเต็มภาคภูมิในการสนับสนุนการทำงานภายในชุมชน แม้ว่าเธอจะสูญเสียความเป็นน้ำหนึ่งในเดียวกันและความเชื่อมั่นในชุมชน ภายหลังจากสายใยชุมชนล่มสลาย - 2568 © Natalia Romero Peñuela/MSF
อัลดูรี (Al Douri) นักระบาดวิทยา (epidemiologist) ประจำกรุงคาร์ทูม (Khartoum)
เมื่อสงครามปะทุขึ้น นายแพทย์อัลดูรี ถูกบังคับให้ต้องพลัดถิ่นจากกรุงคาร์ทูมซึ่งเป็นบ้านเกิดของเขา เมื่อกลับมาก็พบว่าบ้านพังพินาศ และตนเองเป็นหนึ่งในชาวซูดานนับล้านที่สูญเสียทุกสิ่ง ปัจจุบัน ณ โรงพยาบาลหลักบาร์แชร์ (Bashair Teaching Hospital) เขาเห็นแต่ “ความเจ็บปวดและความสิ้นหวัง” ในผู้ป่วยทุกคน
นอกจากการทำงานในโรงพยาบาลแล้ว เขายังทำงานในค่ายพักพิงต่าง ๆ ซึ่งทำให้เขาได้พบกับครอบครัวที่เดินทางกันเป็นเวลาหลายวันเพื่อแสวงหาความปลอดภัย “หลายครอบครัวมาถึงในสภาพที่มีภาวะทุพโภชนาการและเจ็บป่วยรุนแรง" เขากล่าว เขาอธิบายต่อว่าวิกฤตที่ดำเนินอยู่นี้เป็นการโจมตีอย่างรุนแรงต่อประชาชนที่ “รักสันติและยินดีต้อนรับผู้คน”
“เราพบว่าตัวเองอยู่ท่ามกลางสงครามที่พรากทุกสิ่งไปจากเรา” เขาสะท้อนความรู้สึก
อย่างไรก็ตาม เขาปฏิเสธที่จะยอมจำนนต่อความขมขื่น และยังส่งสารที่หนักแน่นถึงเพื่อนร่วมชาติชาวซูดานว่า “อย่าสูญเสียความหวัง สักวันหนึ่งเราจะกลับมารวมเป็นหนึ่งเดียวกันอีกครั้งในแผ่นดินเกิดแห่งนี้"
แต่เพื่อให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นได้ เขากล่าวว่าโลกไม่อาจนิ่งเฉยได้ “อย่าหยุดพูดถึงซูดาน และความทุกข์ทรมานของประชาชนชาวซูดาน”
ฮานาน (Hanan) เจ้าหน้าที่สุขภาพจิตชุมชน (community mental health worker) ประจำเมืองทาวิลา
ที่เมืองทาวิลา ฮานานเป็นประจักษ์พยานต่อโศกนาฏกรรมรายวันที่เกินกว่าจะหาคำบรรยาย นับตั้งแต่การพลัดถิ่นเริ่มขึ้น เธอได้เห็นร่องรอยความโหดร้ายที่อยู่ในร่างกายและจิตใจ เธอเห็นบาดแผลทางใจที่ผู้หญิงต้องเผชิญ “ไม่ว่าจะเป็นทางร่างกายหรือวาจา” รวมถึงบาดแผลทางใจที่ลึกจากการล่วงละเมิดทางเพศ
แต่ท่ามกลางความโกลาหลนี้ ยังมีอีกวิกฤตหนึ่งที่ตามหลอกหลอนเธอ ซึ่งก็คือเด็ก ๆ ที่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง “เรามักพบเด็กที่ถูกทอดทิ้ง” เธออธิบาย เด็กเล็กเหล่านี้คือหนึ่งในแรงผลักดันสำคัญที่สุดของเธอ ฮานานไม่มีวันลืมเด็กสี่คนกลุ่มหนึ่งที่เธอพบในค่ายพักพิง แม่ของเด็ก ๆ เสียชีวิต ส่วนพ่อหายสาบสูญไปในเหตุโกลาหลในเอล ฟาเชอร์ พี่คนโตวัยเพียง 12 ปี พยายามอย่างสุดกำลังที่จะหาอาหารให้กับน้อง ๆ อีกสามคน ซึ่งทุกคนกำลังเผชิญภาวะทุพโภชนาการขั้นรุนแรงแล้ว
“เด็ก ๆ เหล่านี้ไม่สามารถอยู่รอดได้หากปราศจากความช่วยเหลือจากองค์กรด้านมนุษยธรรม” ฮานานระบุในที่สุดเด็ก ๆ เหล่านี้ก็เริ่มได้รับการดูแลรักษาที่จำเป็นในโรงพยาบาลที่องค์การฯ สนับสนุนในเมืองทาวิลา
ซูเบดา (ซ้าย) รับตำแหน่งเจ้าหน้าที่ผดุงครรภ์ในทาวิลา ดาร์ฟูร์เหนือ ภายหลังจากที่ต้องหลบหนีความรุนแรงจากสงครามในเอล ฟาเชอร์ ตอนนี้เธอกำลังทำงานเพื่อส่งต่อความช่วยเหลือไปยังหญิงตั้งครรภ์และทารกแรกเกิด ฮานาน (ขวา) ทำงานในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ด้านสุขภาพจิตชุมชนในทาวิลา ดาร์ฟูร์เหนือ สนับสนุนการทำงานร่วมกับผู้เผชิญความรุนแรงและความสูญเสีย โดยเธอพุ่งเป้าไปยังกลุ่มเด็กที่โดนทอดทิ้ง - ซูดาน 2568 © Marwan Taher/MSF
ซูเบดา (Zoubeida) เจ้าหน้าที่ผดุงครรภ์ (midwife) ประจำดาร์ฟูร์เหนือ
สำหรับซูเบดาแล้ว สงครามในซูดานคือการเดินทางเพื่อความอยู่รอด เดิมเธออาศัยอยู่ในพื้นที่ซัมซัม(Zamzam) แต่ถูกบังคับให้หนีเมื่อความสงบสันติที่เธอคุ้นเคยพังทลายลง “ฉันคงไม่ออกจากเอล ฟาเชอร์ ถ้าไม่มีความจำเป็น” เธอเล่าการเดินทางอันยาวนานข้ามดาร์ฟูร์ทั้งเหนื่อยล้าและเจ็บปวด พอมาถึง เธอกลายเป็นผู้ลี้ภัยที่ต้องการความช่วยเหลือ และได้รับการบรรเทาทุกข์จากองค์กรด้านมนุษยธรรมที่จัดหาอาหารและน้ำให้
แต่เรื่องราวของซูเบดาไม่ได้จบลงเพียงการเป็นผู้รับความช่วยเหลือ ด้วยแรงผลักดันจากความรู้และวิชาชีพทางการแพทย์ของเธอ เธอเข้าร่วมงานกับองค์การฯ ในฐานะเจ้าหน้าที่ผดุงครรภ์ ปัจจุบันเธอช่วยดูแลหญิงตั้งครรภ์และทารกแรกเกิดในค่ายผู้พลัดถิ่น เธอช่วยนำชีวิตใหม่มายังโลกใบนี้ที่ยังอยู่ท่ามกลางการสู้รบ คำสวดภาวนาของเธอจะอุทิศให้กับผู้ที่ต้องสูญเสียจากสงครามและเพื่อ “การฟื้นตัวโดยเร็วของผู้บาดเจ็บ”อยู่เสมอ
ปฏิบัติการณ์ขององค์การฯ ในซูดาน
ด้วยความทุ่มเทของเพื่อนร่วมงานชาวซูดานของเรา ในปี 2568 องค์การฯ ให้บริการตรวจรักษาผู้ป่วยนอกมากกว่า 720,000 ครั้ง ให้การดูแลกรณีฉุกเฉินเกือบ 200,000 ครั้ง ดำเนินการผ่าตัดมากกว่า 1,800 ครั้ง ช่วยทำคลอดเกือบ 24,000 ครั้ง ให้คำปรึกษากรณีความรุนแรงทางเพศมากกว่า 3,100 ครั้ง และให้บริการด้านสุขภาพจิตมากกว่า 8,500 ครั้ง ในปัจจุบันเจ้าหน้าที่องค์การฯ ปฏิบัติงานในพื้นที่ 8 รัฐทั่วซูดาน โดยให้การดูแลทางการแพทย์ฉุกเฉินบนพื้นฐานของความต้องการด้านสุขภาพ
1 ความขัดแย้งในซูดานทำให้ระบบสาธารณสุขหยุดชะงัก ส่งผลให้การจ่ายเงินเดือนประจำแก่บุคลากรกระทรวงสาธารณสุขต้องถูกระงับ องค์การฯ จึงได้จัดหาค่าตอบแทนเพื่อเป็นแรงจูงใจ ยกย่องและสนับสนุนการทำงานของพวกเขา