ซูดาน: สามปีแห่งสงครามได้ทำลายเส้นเลือดหล่อเลี้ยงชีวิตจนแหลกสลาย
ไอชา (Aisha) (นามสมมติ) ต้องพลัดถิ่นหลายครั้งจากความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในรัฐดาร์ฟูร์เหนือ (North Darfur) เมื่อปี 2568 กระสุนปืนใหญ่ลูกหนึ่งได้คร่าชีวิตลูกวัย 12 ปีของเธอที่อยู่นอกบ้านในค่ายซัมซัม (Zamzam camp) ก่อนหน้านั้นเธอก็สูญเสียสามีไปจากความรุนแรง และระหว่างที่หลบหนีไปยังเมืองเอล ฟาเชอร์ (El Fasher) พร้อมลูกๆ เธอถูกกระทำความรุนแรงทางเพศและต่อมาพบว่าตนเองตั้งครรภ์ เมื่อการสู้รบและการปิดล้อมในเมืองทวีความรุนแรงขึ้น เธอถูกบังคับให้ต้องหลบหนีอีกครั้ง ระหว่างการเดินทางครั้งนั้น เธอถูกล่วงละเมิดทางเพศและถูกทำร้ายอย่างรุนแรง เธอแท้งลูกในอีกสามวันต่อมา เธอเดินทางต่อไปยังเมืองทาวิลา (Tawila) เพื่อรับการรักษาพยาบาลหลังได้ยินว่าผู้รอดชีวิตจากความรุนแรงทางเพศสามารถเข้ารับการรักษาได้ “ชีวิตของเราเคยสวยงาม แต่หลังจากสามีของฉันถูกฆ่า และลูกของฉันเสียชีวิต...ฉันก็อยากตาย แต่ไม่มีใครตายจนกว่าเวลาของตัวเองจะมาถึง” ซูดาน (Sudan), 2569 © Cindy Gonzalez/MSF
พอร์ทซูดาน (Port-Sudan), 15 เมษายน 2569 – ขณะที่ซูดานครบรอบ 3 ปีของสงครามอันเลวร้าย องค์การแพทย์ไร้พรมแดน (Doctors Without Borders / Médecins Sans Frontières – MSF) ประณามความรุนแรงที่แพร่ขยายอย่างไร้การควบคุม การลอยนวลไม่ต้องรับโทษที่เกิดขึ้นทั่วไป และการเข้าถึงความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมที่ถูกจำกัด ท่ามกลางการล่มสลายของระบบสาธารณสุข การเผชิญหน้าระหว่างกองกำลังติดอาวุธซูดาน (Sudanese Armed Forces – SAF) และกองกำลังสนับสนุนเคลื่อนที่เร็ว (Rapid Support Forces - RSF) รวมถึงกลุ่มพันธมิตรของทั้งสองฝ่าย ได้ขยายตัวไปสู่การทำลายบริการพื้นฐานที่ประชาชนพึ่งพาอาศัยอย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นการดูแลสุขภาพ การคุ้มครอง ความมั่นคงทางอาหาร และความปลอดภัยขั้นพื้นฐาน
ในปี 2568 คณะเจ้าหน้าที่องค์การฯ เพียงคณะเดียวได้รักษาผู้ป่วยมากกว่า 7,700 รายจากความรุนแรงทางกายภาพรวมถึงบาดแผลจากกระสุนปืน ส่งต่อบริการตรวจรักษาฉุกเฉินมากกว่า 250,000 ครั้ง และส่งต่อการดูแลผู้รอดชีวิตจากความรุนแรงทางเพศมาากกว่า 4,200 ครั้ง ความรุนแรงทางเพศมักถูกใช้เป็นอาวุธสงคราม โดยผู้หญิงต้องแบกรับภาระหนักที่สุด
ในช่วงเวลาเดียวกัน เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีมากกว่า 15,000 คนได้เข้ารับการรักษาในโครงการสนับสนุนอาหารผู้ป่วยในขององค์การฯ เนื่องจากภาวะทุพโภชนาการเฉียบพลัน (Acute Malnutrition) ซึ่งกำลังเพิ่มสูงขึ้น และยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากโรคที่สามารถรักษาได้
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่านอกเหนือจากการสูญเสียโดยตรงจากความขัดแย้งแล้ว ความรุนแรงที่ดำเนินอย่างต่อเนื่องยังสร้างผลกระทบด้านสุขภาพที่รุนแรงและขยายเป็นวงกว้าง
ผู้พลัดถิ่นเข้าแถวต่อคิวเพื่อรับการตรวจรักษาจากแพทย์ขององค์การแพทย์ไร้พรมแดนที่ค่ายเฟนา (Feina camp) ซึ่งการเข้าถึงบริการสาธารณสุขยังคงมีอยู่อย่างจำกัดมาก ซูดาน, 2569 © Julie Melichar/MSF
ระบบสาธารณสุขที่อ่อนแอและตกเป็นเป้าหมายโจมตี
ตลอดช่วงความขัดแย้ง โครงการฉีดวัคซีนได้หยุดชะงัก ระบบเฝ้าระวังโรคได้ล่มสลายส่งผลให้โรคต่าง ๆ แพร่กระจายรวดเร็วขึ้น และทำให้การตรวจจับการระบาดของโรคล่าช้า การตอบสนองด้านมนุษยธรรมระหว่างประเทศรวมถึงของหน่วยงานสหประชาชาติ (United Nations – UN) โดยเฉพาะในภูมิภาคดาร์ฟูร์ (Darfur) ยังไม่ถึงระดับที่เพียงพอในการป้องกันการสูญเสียชีวิตที่หลีกเลี่ยงได้
องค์การฯ ได้พบการระบาดซ้ำของโรคร้ายแรงซึ่งเป็นโรคที่สามารถป้องกันได้ทั่วประเทศซูดาน ตั้งแต่โรคหัด (Measles) ในดาร์ฟูร์ไปจนถึงโรคไวรัสตับอักเสบอี (Hepatitis E) ในรัฐจาซีรา (Jazeera State) และโรคอหิวาตกโรค (Cholera) ในกรุงคาร์ทูม (Khartoum) หรือรัฐ ไวท์ไนล์ (White Nile) ในปี 2568 องค์การฯ ได้รักษาผู้ป่วยโรคหัดมากกว่า 12,000 ราย และผู้ป่วยอหิวาตกโรคเกือบ 42,200 ราย การระบาดเหล่านี้กำลังคร่าชีวิตผู้ที่เปราะบางที่สุดโดยเฉพาะเด็กและสตรีมีครรภ์
“ลูกสาวของฉันคลอดก่อนกำหนด เพราะสงครามบีบให้เราต้องหนีออกจากเมืองออมเดอร์มาน (Omdurman) ขณะที่ฉันกำลังตั้งครรภ์” เฟอร์ดอส ซาลีห์ (Ferdos Salih) มารดาของทารกวัย 11 เดือนที่ป่วยเป็นโรคหัดและภาวะทุพโภชนาการเฉียบพลันรุนแรง (Acute Malnutrition) ที่โรงพยาบาลหลักเอล เจนีน่า (El Geneina Teaching Hospital) ในรัฐดาร์ฟูร์ตะวันตก (West Darfur) เล่าให้ฟัง “เธอต้องทนทุกข์ทรมานมากจากการต้องเข้าโรงพยาบาลซ้ำๆ และเพราะสงคราม เธอจึงไม่ได้รับวัคซีน”
นอกจากนี้ โรงพยาบาลยังถูกปล้น ถูกทิ้งระเบิด และถูกยึดครอง เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ถูกข่มขู่ ถูกควบคุมตัว หรือถูกบังคับให้หลบหนี รถพยาบาลถูกขัดขวางไม่ให้เข้าถึงผู้บาดเจ็บ
ตั้งแต่เดือนเมษายน 2566 เป็นต้นมา ตามข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (World Health Organization - WHO) พบว่าจากการโจมตีสถานพยาบาล 213 ครั้งทั่วประเทศ มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 2,000 คน และบาดเจ็บ 720 คน และในปี 2568 จำนวนผู้เสียชีวิตจากการโจมตีงานด้านสาธารณสุขในซูดานนับเป็นร้อยละ 82 ของจำนวนผู้เสียชีวิตทั่วโลกจากเหตุผลดังกล่าว ในช่วงเวลาเดียวกัน องค์การฯ ได้บันทึกเหตุการณ์ความรุนแรงได้ 100 ครั้งที่มุ่งเป้าไปยังเจ้าหน้าที่ สถานพยาบาลที่องค์การฯ สนับสนุน และเวชภัณฑ์ทางการแพทย์
เมื่อวันที่ 2 เมษายน การโจมตีโรงพยาบาลอัล จาบาเลียน (Al Jabalain Hospital) ซึ่งมีรายงานว่าการโจมตีดำเนินการโดยกองกำลังสนับสนุนเคลื่อนที่เร็วส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 10 คน รวมถึงเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ 7 คน ผู้เสียชีวิตบางคนได้เคยทำงานกับองค์การฯ ช่วงเวลาเพียงสองสัปดาห์ก่อนหน้านั้น และเมื่อวันที่ 20 มีนาคม การโจมตีโรงพยาบาลเอล ดาอีน (El Daein hospital) ในรัฐดาร์ฟูร์ตะวันออก (East Darfur) ซึ่งมีรายงานว่าดำเนินการโดยกองกำลังติดอาวุธซูดานส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 70 คน รวมถึงเด็ก 15 คน
ขณะนี้เป็นช่วงเวลาที่สำคัญยิ่งกว่าช่วงเวลาใดๆ การคุ้มครองพลเรือน การเคารพและคุ้มครองสถานพยาบาล ความรับผิดชอบต่อความโหดร้ายทารุณ และการเข้าถึงความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอย่างต่อเนื่องเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ไม่ได้มีไว้สำหรับการต่อรองอามองด์ บาซโรลล์ หัวหน้าภารกิจ
อย่างไรก็ตาม แม้ต้องเผชิญกับภัยคุกคามอย่างต่อเนื่อง การโจมตีหลายต่อหลายครั้งจากทั้งสองฝ่าย และความเพิกเฉยต่อปัญหาที่เกิดขึ้นจากนานาชาติ บุคลากรทางการแพทย์และอาสาสมัครชาวซูดานยังคงแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นทุ่มเทอย่างถึงที่สุดในการให้การดูแลผู้ป่วยในพื้นที่ที่มีความจำเป็นมากที่สุด
“ทางการซูดานยังคงทำให้เรื่องนี้ไร้ทางออกสำหรับองค์การฯ และหน่วยงานด้านมนุษยธรรมอื่นๆ ในการส่งต่อหรือขยายการให้บริการช่วยชีวิต ทั้งการปิดกั้นการเข้าถึงบางพื้นที่หรือการขัดขวางไม่ให้ดำเนินกิจกรรมแม้จะเดินทางไปถึงพื้นที่นั้นแล้วก็ตาม” อามองด์ บาซโรลล์ (Amande Bazerolle) หัวหน้าคณะผู้ปฏิบัติงานขององค์การฯ (MSF Head of Mission) ในซูดาน กล่าว “การถูกขัดขวางไม่ให้เข้าไปช่วยเหลือทำให้องค์การฯ ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่อาจยอมรับได้ คือไม่สามารถรับมือกับความทุกข์ทรมานและการเสียชีวิตที่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ทั้งที่เราพร้อมและเต็มใจจะทำ”
ปัจจุบันนี้ พื้นที่กว้างใหญ่เช่นภูมิภาคคอร์โดฟาน (Kordofan) ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนกลางค่อนไปทางใต้ของประเทศเป็นพื้นที่ความขัดแย้งที่มีความผันผวนมากที่สุดและความรุนแรงก็ยังดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังเกิดความหวั่นเกรงว่าพื้นที่ดังกล่าวจะกลายเป็นพื้นที่ที่เกิดความโหดร้ายทารุณครั้งใหม่ เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นในภูมิภาคอื่นๆ รวมถึงดาร์ฟูร์ คาร์ทูม หรือจาซีร่า (Gezira) นอกจากนี้ คอร์โดฟานยังเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่หน่วยงานด้านมนุษยธรรมเข้าถึงได้ยากที่สุด ส่งผลให้ชุมชนยิ่งเผชิญความเสี่ยงเพิ่มขึ้นตามความรุนแรงที่ทวีความเข้มข้นเช่นกัน
รูปแบบความรุนแรงต่อพลเรือนที่ดำเนินไปอย่างไม่สิ้นสุด
ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา องค์การฯ สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงที่น่ากังวลเรื่องรูปแบบการทำสงคราม รวมถึงการใช้อากาศยานไร้คนขับโดรนอย่างแพร่หลายจากทั้งกองกำลังสนับสนุนเคลื่อนที่เร็วและกองกำลังติดอาวุธซูดาน การโจมตีเหล่านี้เกิดขึ้นห่างจากแนวหน้ามากขึ้นเรื่อยๆ และมุ่งเป้าไปยังโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งโลจิสติกส์และพื้นที่พลเรือนที่มีประชากรอาศัยอยู่
ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นมา องค์การฯ ได้รักษาผู้ป่วยประมาณ 400 คนจากบาดแผลที่เกิดจากอากาศยานไร้คนขับโดรนหลังมีการโจมตีพื้นที่พลเรือนในฝั่งตะวันออกของสาธารณรัฐชาด (eastern Chad) รวมถึงในหลายพื้นที่ของดาร์ฟูร์ ข้อมูลของสหประชาชาติ (United Nations – UN) ระบุว่าการโจมตีเหล่านี้ได้คร่าชีวิตพลเรือนมากกว่า 500 คน ระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึง 15 มีนาคม
ขณะนี้คณะเจ้าหน้าที่ของเรารับผู้ป่วยที่มีบาดแผลสาหัสรุนแรง ผู้ป่วยที่มีบาดแผลทะลุตามร่างกาย แขนขาถูกตัดขาด แผลไฟไหม้รุนแรง หลายคนเสียชีวิตตั้งแต่ก่อนถึงโรงพยาบาลมูเรียล บูร์ซิเยร์ ผู้ประสานงาน
“ขณะนี้คณะเจ้าหน้าที่ของเรารับผู้ป่วยที่มีบาดแผลสาหัสรุนแรง ผู้ป่วยที่มีบาดแผลทะลุตามร่างกาย แขนขาถูกตัดขาด แผลไฟไหม้รุนแรง หลายคนเสียชีวิตตั้งแต่ก่อนถึงโรงพยาบาล” มูเรียล บูร์ซิเยร์ (Muriel Boursier) ผู้ประสานงานเหตุฉุกเฉิน (Emergency Coordinator) ขององค์การฯ ในดาร์ฟูร์ กล่าว “ขนาดของความรุนแรงและความโหดร้ายที่เราเห็นนั้นเกินจะรับไหว”
การโจมตีเหล่านี้ซึ่งดำเนินการโดยไม่คำนึงถึงกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างชัดเจน มิได้มุ่งเป้าไปยังเป้าหมายทางทหาร สิ่งเหล่านี้ชี้ให้เห็นถึงความย่ำแย่หนักของสถานการณ์ความขัดแย้งซึ่งความทุกข์ทรมานของประชาชนยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ความล้มเหลวร่วมของฝ่ายการเมือง
วิกฤตในซูดานไม่ใช่เพียงหายนะด้านมนุษยธรรมเท่านั้น แต่ยังเป็นความล้มเหลวทางการเมืองของหลายฝ่ายอีกด้วย หลังจากสถานการณ์ดำเนินต่อเนื่องเป็นเวลา 3 ปีและกลายเป็นวิกฤตด้านมนุษยธรรมที่ใหญ่ที่สุดในโลก ปฏิกิริยาจากรัฐบาลและองค์กรระหว่างประเทศยังไม่สอดคล้องกับความคาดหวังขั้นพื้นฐานได้
คำเตือนที่มีออกมาหลายครั้งเกี่ยวกับความโหดร้ายทารุณ รวมถึงความรุนแรงที่กระทำต่อชุมชนที่ไม่ใช่ชาวอาหรับในเมืองเอล ฟาเชอร์โดยกองกำลังสนับสนุนเคลื่อนที่เร็วไม่ได้นำไปสู่การดำเนินการที่มีนัยสำคัญใดๆ
ขณะเดียวกัน เด็ก มารดา และผู้คนในชุมชนยังคงเสียชีวิตอย่างต่อเนื่องทุกวันด้วยหลายสาเหตุทั้งความรุนแรงแบบไม่เลือกเป้าหมายต่อพลเรือน การสังหารหมู่ ความอดอยาก การทรมาน และการข่มขืน หรือจากการขาดแคลนบริการพื้นฐานที่ระบบด้านมนุษยธรรมระหว่างประเทศควรจัดหาให้
นับตั้งแต่เดือนเมษายน 2566 มีประชาชนเกือบ 14 ล้านคนต้องถูกบังคับให้ออกจากบ้านของตนเอง หลายคนต้องอพยพหนีซ้ำอีกหลายครั้งและสูญเสียทุกอย่างในชีวิต คู่สงครามสองฝ่ายที่กำลังสู้รบซึ่งก่อนหน้านี้พยายามตั้งรัฐบาลเพื่อปกครองประเทศกำลังรื้อทำลายศักยภาพของประเทศในการคุ้มครอง ดูแลรักษา และหล่อเลี้ยงประชากรของตนเอง
แพทย์ชาวซูดานและผู้จัดการกิจกรรมทางการแพทย์ (Medical Activities Manager) ขององค์การแพทย์ไร้พรมแดน กำลังตรวจเด็กคนหนึ่งในโรงพยาบาลทาวิลา (Tawila hospital) รัฐดาร์ฟูร์เหนือ ซูดาน, 2569 © Cindy Gonzalez/MSF
“ขณะนี้เป็นช่วงเวลาที่สำคัญยิ่งกว่าช่วงเวลาใดๆ การคุ้มครองพลเรือน การเคารพและคุ้มครองสถานพยาบาล ความรับผิดชอบต่อความโหดร้ายทารุณ และการเข้าถึงความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอย่างต่อเนื่องเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ไม่ได้มีไว้สำหรับการต่อรอง” อามองด์ บาซโรลล์ กล่าว “3 ปีของสงครามได้สร้างความสูญเสียให้ซูดานมากมายมหาศาลแล้ว การปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปตามเส้นทางนี้ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่คนทั้งรุ่นจะถูกผลักเข้าสู่ชะตากรรมที่เลวร้าย”
คู่สงครามและพันธมิตรต้องดำเนินมาตรการที่เป็นรูปธรรมโดยทันทีเพื่อคุ้มครองพลเรือน คู่สงครามต้องแสดงความรับผิดชอบต่อการละเมิดที่ยังคงดำเนินอยู่และสร้างความทุกข์ทรมานอย่างมหาศาลต่อประชาชน
ผู้มีอิทธิพลในประชาคมระหว่างประเทศต้องใช้แรงกดดันทางการทูตที่สำคัญโดยเร่งด่วนกับผู้ที่ให้การสนับสนุนทางการเงิน อาวุธ หรือการเมืองแก่คู่ขัดแย้ง แม้ว่าที่ผ่านมาเป็นเรื่องน่าเสียใจที่พวกเขาล้มเหลวในการใช้บทบาทของตนเพื่อหยุดยั้งความโหดร้ายทารุณครั้งใหญ่ แต่โอกาสยังคงเหลืออยู่ที่จะใช้ให้ประชาคมระหว่างประเทศใช้อิทธิพลเพื่อโน้มน้าวให้สถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นและป้องกันอาชญากรรมเพิ่มเติม
การนิ่งเฉยและเพิกเฉยการไม่ลงมือทำทำให้ความทุกข์ทรมานของผู้คนนับล้านยังต้องดำเนินต่อไป
สนับสนุนการทำงานในสถานการณ์ฉุกเฉินของพวกเรา
สนับสนุนพวกเราในการส่งต่อเวชภัณฑ์ที่จำเป็นต่อการช่วยชีวิตผู้ป่วยในสถานการณ์ฉุกเฉิน ด้วยการบริจาคตอนนี้