ซูดาน: ผู้คน ความรัก และการต่อสู้กับอหิวาตกโรค
ภาพถ่ายของมัจดา ริซก์ เภสัชกรและเจ้าหน้าที่ด้านมนุษยธรรชาวซูดาน เธอทำงานกับองค์การแพทย์ไร้พรมแดนมานานกว่า 25 ปีแล้ว โดยถูกบังคับให้ลี้ภัยไปยังคาร์ทูม (Khartoum) ในปี 2565 ซึ่งเธอและสามีอย่าง โมฮัมเมด โคโค (Mohamed Koko) ผู้จัดการด้านโลจิสติกส์ ยังคงทำงานในเอลกาเดรีฟ (El Gedaref) ต่อไปท่ามกลางสงครามและความสูญเสีย - ซูดาน ธันวาคม 2567 © Faiz Abubakr/MSF
เภสัชกรขององค์การแพทย์ไร้พรมแดน (Doctors Without Borders / Médecins Sans Frontières – MSF) อย่างมัจดา ริซก์ แบ่งปันเรื่องราวความรัก ความหวัง และครอบครัวของเธอท่ามกลางสงครามและการพลัดถิ่นในซูดาน
ฉันชื่อมัจดา ริซก์ (Majda Rizq) เป็นผู้หญิงชาวซูดานที่รักประเทศของตัวเอง ฉันเติบโตมาพร้อมกับครอบครัวขนาดใหญ่ในประเทศซูดาน (Sudan) ตลอดเวลาที่ผ่านมา ฉันได้ร่ำเรียน ทำงาน แต่งงาน และสร้างครอบครัวของตัวเองใต้ประเทศนี้
และท่ามกลางความจริงอันโหดร้ายที่ว่า ตอนนี้ประเทศของฉันตกอยู่ใต้สงครามแสนโหดร้ายมาเกือบสองปีแล้ว การนึกถึงเรื่องราวในอดีตทำให้ฉันรู้สึกว่าชีวิตที่เคยมีและความทรงจำตลอดหลายสิบปีเป็นภาพฝันที่ห่างไกลจากความเป็นจริง อย่างไรก็ตาม หนี่งสิ่งที่ยังคงทำให้ฉันดำรงอยู่ในช่วงเวลาปัจจุบันได้คืองานด้านมนุษยธรรมที่กำลังทำอยู่
เป็นเวลากว่า 25 ปีที่ฉันทำงานร่วมกับองค์การฯ แม้วิชาชีพหลักของฉันคือเภสัชกร ฉันก็รับบทบาทงานด้านอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะด้านงานฉุกเฉินที่มีความหลากหลาย เพื่อรองรับความต้องการความช่วยเหลือที่เร่งด่วนของผู้คนให้ทันเวลา
สองปีหลังจากร่วมทำงานกับองค์การฯ ฉันพบกับสามีในอนาคตอย่าง โมฮัมเมด โคโค เขาเพิ่งเริ่มทำงานที่แผนกโลจิสติกส์ เรื่องราวความรักของพวกเรานั้นแสนเรียบง่าย ทำงานด้วยกัน แต่งงานกัน และเลี้ยงลูกสองคนในวัยยี่สิบด้วยกัน เราต่างทุ่มเทชีวิตให้กับครอบครัว งานด้านมนุษยธรรม และประเทศซูดานที่เรารัก
ภาพถ่ายของมัจดา ริซก์ เภสัชกรและเจ้าหน้าที่ด้านมนุษยธรรมชาวซูดาน - ซูดาน ธันวาคม 2567 © Faiz Abubakr/MSF
ชีวิตของพวกเราก็ดำเนินต่อไปตามปกติ เราตัดสินใจลงหลักปักฐานในคาร์ทูม หากสิ่งที่เกิดขึ้นในเดือนเมษายน 2565 ก็ทำให้เราจำเป็นต้องเลือกทิ้งบ้าน มันเป็นเพียงวันที่สองของสงครามเท่านั้น แต่พวกเราไม่มีทางเลือกและย้ายไปอยู่บ้านของพ่อแม่และญาติ ๆ ในวัดมาดานี (Wad Madani) รัฐอัลจาซีราห์ (Al Jazirah) พวกเราอาศัยอยู่ที่นั่นจนถึงเดือนธันวาคม 2565 อย่างไรก็ตาม ความรุนแรงก็คืบคลานเข้ามาในพื้นที่เช่นกัน พวกเราถูกบังคับให้อพยพอีกครั้ง ในครั้งนี้พวกเรามุ่งหน้าไปยังเอลเกดารีฟ ซึ่งไม่มีครอบครัวหรือสามารถตามหาคนสนับสนุนได้เลย
ตอนแรกแม่ของฉันปฏิเสธที่จะทิ้งบ้านของเธอ จนเดือนมิถุนายน 2567 เราถึงเริ่มโน้มน้าวเธอให้เดินทางไปกับพวกเราได้สำเร็จ ฉันนอนไม่หลับเพราะเป็นห่วงแม่ตลอดเวลา จนกระทั่งเธอยอมตกลงและยื่นเงื่อนไขว่า หากมันยังพอมีทางเป็นไปได้ เธอจะต้องได้กลับบ้านที่วัดมาดานี เรื่องเศร้าคือเราไม่สามารถทำตามสัญญานั้นได้ เพราะแม่ฉันเสียชีวิตลงที่เอลเกดารีฟ
ระหว่างสงครามยังคงดำเนินต่อไป ในเดือนสิงหาคม 2567 ก็เกิดการแพร่ระบาดของอหิวาตกโรค (Cholera) ตอนนั้นฉันได้เริ่มทำงานให้องค์การฯ ในการรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินในเอลเกดารีฟ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือผู้พลัดถิ่นภายในประเทศซูดาน เช่น คาร์ทูม อัลจาซีรา และรัฐเซนนาร์ (Sennar) ด้วยการให้บริการผ่านคลินิกเคลื่อนที่ ศูนย์รักษาอหิวาตกโรค และบริการแจกจ่ายน้ำและด้านสุขาภิบาลสำหรับชุมชน
ฉันเป็นรองผู้ประสานงานของโครงการ และโคโคได้ควบคุมดูแลทีมโลจิสติกส์
หลังสูญเสียแม่ไปตลอดกาล ฉันก็ต้องเข้มแข็งขึ้น
ฉันจำได้ดีว่าสถานการณ์วิกฤติแค่ไหนในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นผู้พลัดถิ่นเกือบล้านชีวิตในเอลกาเดรฟ การระบาดของอหิวาตกโรค และการขาดแคลนน้ำ สุขาภิบาล และบริการด้านสุขภาพ ผู้คนอยู่ไร้ที่อยู่อาศัย และโรงเรียนถูกเปลี่ยนเป็นศูนย์รวมพล ฝนตกลงมาอย่างหนัก และโรคระบาดก็ถาโถมเข้ามา
กลุ่มผู้เปราะบางอย่างผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ และเด็ก ถูกปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการช่วยเหลือ พวกเธอหวังพึ่งได้เพียงทีมที่เข้าไปให้ความช่วยเหลือเท่านั้น แม้ทีมของพวกเราได้ทำงานกันอย่างไม่ลดละ แต่ความต้องการความช่วยเหลือก็เกินขีดความสามารถของพวกเราไปมาก และพวกเรากังวลว่าหากไม่มีการขยายหน่วยงานช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม สถานการณ์จะเลวร้ายลงและไม่มีทางฟื้นฟูได้อย่างแน่นอน
ในการรับมือกับการระบาดของอหิวาตกโรคในเดือนสิงหาคม พวกเราได้จัดตั้งศูนย์รักษาในเมือง แต่ด้วยจำนวนผู้พลัดถิ่นที่หลั่งไหลเข้ามาทำให้จำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว พวกเราต้องทำการขยายศูนย์รักษาด้วยการเพิ่มเตียงและอุปกรณ์ จนรองรับผู้ป่วยได้ 60 เตียง และในปีนี้พวกเราได้รักษาผู้ป่วยอหิวาตกโรคไปแล้ว 3,016 ราย
ภายในหน่วยรักษาอหิวาตกโรคในเอลกาเดรฟ - ซูดาน พฤศจิกายน 2567 © Faiz Abubakr
หนึ่งในความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดที่พวกเราเผชิญคือการขาดแคลนน้ำสะอาด ในช่วงฤดูฝนแหล่งน้ำปนเปื้อนและผู้คนไม่มีทางเลือก พวกเขาจำเป็นต้องดื่มน้ำที่ไม่สะอาดนี้จากพื้นดิน และนั่นทำให้พวกเขาตกอยู่ในความเสี่ยงอย่างมาก
ลองนึกภาพผู้คนและบรรดาสัตว์ดื่มน้ำจากแหล่งเดียวกันระหว่างทางไปเอลกาเดรีฟ พวกเราได้แจกจ่ายน้ำสะอาดกว่า 3.6 ล้านลูกบาศก์เมตร และได้สร้างห้องน้ำฉุกเฉิน 210 แห่งเพื่อแก้ไขสถานการณ์
นอกเหนือจากการช่วยเหลือผู้ป่วยแล้ว พวกเรายังได้สร้างความตระหนักแก่ชุมชนผ่านทุกช่องทางที่เราสามารถทำได้ กระจายข่าวสารด้านสุขภาพ แจกจ่ายโปสเตอร์ และให้คำแนะนำเกี่ยวกับการลดการแพร่กระจายของอหิวาตกโรค
เหล่าสตรีกำลังปรุงอาหารในพื้นที่โรงเรียนแห่งหนึ่งของเอลกาเดรฟ - ซูดาน พฤศจิกายน 2567 © Faiz Abubakr
นี่คือความร่วมมือร่วมใจ
ความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครของกระทรวงสาธารณสุขก็มีความสำคัญมาก หากไม่ได้รับความช่วยเหลือจากพวกเขา ประสิทธิภาพในการทำงานอาจไม่ได้ดีเช่นนี้ ประสบการณ์ครั้งนี้เป็นการย้ำเตือนที่สำคัญว่าความเข้มแข็งด้านการทำงานเพื่อมนุษยธรรมนั้นอยู่ในมือของผู้ที่อุทิศตนในการช่วยเหลือชุมชนในช่วงเวลาวิกฤติ
เมื่อฉันนึกถึงความร่วมมือของกลุ่มคนจำนวนมาก ฉันนึกถึงโคโค สามีของฉัน แม้ว่าเขาจะใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับภารกิจระหว่างประเทศกับองค์การฯ แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่มีสถานการณ์ฉุกเฉินในซูดาน เขาจะกลับมาช่วยเหลือเสมอ และเมื่อสงครามเริ่มขึ้นเขาก็ได้กลับมาอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้เราได้ร่วมมือกันในการทำงานเพื่อรับมือกับความต้องการที่มากมายในเอลกาเดรีฟ
ในปี 2567 นอกเหนือจากการรับมือกับการระบาดของอหิวาตกโรค โครงการขององค์การฯ ในเอลกาเดรีฟยังได้ขยายออกไปสู่การบริการด้านการช่วยเหลือชีวิตเบื้องต้นสำหรับผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ (IDPs) ที่ยังอยู่ภายในเมือง มีคลินิกเคลื่อนที่ไปยังที่พักอาศัยของผู้พลัดถิ่นสองแห่ง ซึ่งได้ให้บริการที่ครอบคลุมและหลากหลาย เช่น การตรวจรักษาผู้ป่วยนอก การบริการด้านสุขภาพทางเพศและอนามัยเจริญพันธุ์ การช่วยเหลือผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ความรุนแรงทางเพศ และบริการด้านสุขภาพจิต โดยมีการรับมือดังนี้
- การให้คำปรึกษา/ตรวจรักษาผู้ป่วยนอก 16,040 รายผ่านคลินิกเคลื่อนที่
- การให้คำปรึกษาการดูแลก่อนคลอด 1,653 ราย
- การฉีดวัคซีนตามโครงการขยายการสร้างภูมิคุ้มกัน (EPI) 3,294 ราย
- การรักษาผู้ป่วยเด็ก 277 รายที่มีภาวะทุพโภชนาการเฉียบพลันรุนแรงที่ศูนย์โภชนาการบำบัดผู้ป่วยนอก (ATFCs)
- การส่งต่อผู้ป่วยเพื่อรักษาชีวิต 175 รายผ่านคลินิกเคลื่อนที่
สนับสนุนการทำงานในสถานการณ์ฉุกเฉินของพวกเรา
สนับสนุนพวกเราในการส่งต่อเวชภัณฑ์ที่จำเป็นต่อการช่วยชีวิตผู้ป่วยในสถานการณ์ฉุกเฉิน ด้วยการบริจาคตอนนี้