Skip to main content
เหตุฉุกเฉิน เวเนซุเอลา: ปฏิบัติการรับมือขององค์การฯ กรณีเหตุแผ่นดินไหว อ่านเพิ่มเติม

    ซูดาน: วิกฤตการณ์ด้านมนุษยธรรมครั้งใหญ่ที่สุดของโลกยังคงไร้จุดสิ้นสุด

    A displaced Sudanese family

    หนึ่งในครอบครัวผู้พลัดถิ่นชาวซูดานภายในค่ายผู้พลัดถิ่น - ซูดาน พฤศจิกายน 2567 © Faiz Abubakr

    สงครามระหว่างกองกำลังสนับสนุนรวดเร็ว (Rapid Support Forces - RSF) และกองทัพซูดาน (Sudanese Armed Forces - SAF) ในซูดาน (Sudan) ได้เดินทางเข้าสู่ปีที่สาม และผู้คนในประเทศยังตกคงถูกมองข้ามจากประชาคมโลก พวกเขาอยู่ใต้การปิดล้อม พลัดถิ่น เผชิญการใช้อาวุธและระเบิดในการโจมตี  รวมถึงขาดแคลนอาหาร ไม่ได้รับการรักษาพยาบาล และไม่สามารถเข้าถึงบริการช่วยเหลือชีวิตขั้นพื้นฐาน โดยผู้คนกว่า 50 ล้านคนหรือคิดเป็นร้อยละ 60 ของประชากรทั้งประเทศต้องการความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม นอกจากนี้ตามข้อมูลขององค์การสหประชาชาติ (United Nation - UN) ผู้คนต้องเผชิญกับวิกฤตและถูกจำกัดการเข้าถึงการดูแลสุขภาพ

    องค์การแพทย์ไร้พรมแดน (Doctors Without Borders / Médecins Sans Frontières – MSF) เรียกร้องไปยังผู้ร่วมสงครามและพันธมิตรอีกครั้ง เพื่อให้มีการรับรองความปลอดภัยของพลเรือน เจ้าหน้าที่ด้านมนุษยธรรม และทีมแพทย์ รวมถึงการยกเลิกข้อจำกัดทั้งหมดในการห้ามการขนส่งสิ่งของและเจ้าหน้าที่เนื่องจากฤดูฝนกำลังใกล้เข้ามา

    ทุกฝ่ายในความขัดแย้งครั้งนี้ไม่เพียงแต่ล้มเหลวในการปกป้องพลเรือน แต่ยังตอกย้ำความทุกข์ทรมานของพวกเขาอีกแคลร์ ซาน ฟิลิปโป (Claire San Filippo) ผู้ประสานงานด้านฉุกเฉินขององค์การฯ กล่าว

    ไม่ว่าจะมองไปทางใน ผู้คนในซูดานต่างต้องการความช่วยเหลืออย่างล้นหลาม เร่งด่วน และไม่เพียงพอ ผู้คนหลายล้านคนแทบจะไม่ได้รับการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม สถานพยาบาลและเจ้าหน้าที่ยังคงถูกโจมตี และระบบความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมจากทั่วโลกไม่สามารถส่งมอบความช่วยเหลือให้ได้แม้แต่เศษเสี้ยวที่พวกเขาต้องการ
    แคลร์ ซาน ฟิลิปโป ผู้ประสานงานฉุกเฉิน

    สนับสนุนการทำงานในสถานการณ์ฉุกเฉินของพวกเรา

    สนับสนุนพวกเราในการส่งต่อเวชภัณฑ์ที่จำเป็นต่อการช่วยชีวิตผู้ป่วยในสถานการณ์ฉุกเฉิน ด้วยการบริจาคตอนนี้


    ตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้น แนวการสู้รบมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โดยเฉพาะในคาร์ทูม (Khartoum) และดาร์ฟูร์ (Darfur) ที่พลเรือนต่างหวาดกลัวการถูกโจมตีจากทั้งสองฝ่าย ในช่วงสองปีที่ผ่านมา ทั้งกองกำลังสนับสนุนรวดเร็วและกองทัพซูดานได้ทิ้งระเบิดอย่างต่อเนื่องและไม่เลือกปฏิบัติในพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่น กองกำลังสนับสนุนรวดเร็วและพันธมิตรได้กระทำสิ่งที่โหดร้าย เช่น ความรุนแรงทางเพศ การลักพาตัว การสังหารหมู่ การปล้นสะดมความช่วยเหลือ การทำลายที่อยู่อาศัย และการเข้าบุกยึดสถานพยาบาล โดยทั้งสองฝ่ายได้ปิดล้อมเมือง ทำลายโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ และปิดกั้นความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม

    ตามข้อมูลของสหประชาชาติ ภาวะอดอยากได้แพร่กระจายไปหลายพื้นที่ ซูดานกลายเป็นเพียงประเทศเดียวในโลกที่มีการประกาศภาวะทุพภิกขภัย (famine) อย่างเป็นทางการในหลายพื้นที่ โดยมีการประกาศครั้งแรกในเดือนสิงหาคมที่ค่ายแซมแซม (Zamzam) ซึ่งเป็นค่ายสำหรับผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ จากนั้นมีการกระจายคำประกาศครอบคลุมนพื้นที่อีก 10 แห่ง โดยขณะนี้ปรากฏรวมทั้งสิ้น 17 แห่ง ซึ่งหากไม่มีการดำเนินการอย่างเร่งด่วน ชีวิตของผู้คนหลายแสนคนต้องตกอยู่ในความเสี่ยง

    a staff measure a child with MUAC

    เจ้าหน้าที่ทำการคัดกรองเด็กที่มีภาวะทุพโภชนาการภายในคลินิกเคลื่อนที่ เมืองอัล กาดาริฟ (Al Gedaref State) - ซูดาน พฤศจิกายน 2567 © Faiz Abubakr

    ในเดือนมีนาคม องค์การฯ ได้สนับสนุนโครงการฉีดวัคซีนแบบรวมให้กับเด็กอายุต่ำกว่าสองขวบในดาร์ฟูร์ใต้ โดยเด็กจำนวนกว่า 17,000 คน จาก 11 ใน 14 พื้นที่ ที่ได้รับวัคซีนยังได้รับการตรวจคัดกรองภาวะทุพโภชนาการ ซึ่งผลการตรวจพบว่า 7% ของเด็กที่ได้รับการตรวจคัดกรองมีภาวะทุพโภชนาการเฉียบพลันแบบรุนแรง (severe acute malnutrition) และ 30% มีภาวะทุพโภชนาการเฉียบพลันระดับโลก (global acute malnutrition) เมื่อเดือนธันวาคม 2567 ในช่วงที่มีการแจกจ่ายอาหารบำบัดในในชุมชนทาวิล่า (Tawila) ของดาร์ฟูร์เหนือ ทีมขององค์การฯ ได้ตรวจคัดกรองเด็กอายุต่ำกว่าห้าขวบกว่า 9,500 คน และพวกเขาได้พบกับผลที่น่าตกใจ โดยพบเด็กที่มีภาวะทุพโภชนาการเฉียบพลันระดับโลกถึง 35.5% และเด็กที่มีภาวะทุพโภชนาการเฉียบพลันแบบรุนแรงอีกกว่า 7%

    ในขณะเดียวกัน ซูดานก็ต้องเผชิญกับภาวะฉุกเฉินด้านสุขภาพที่ซับซ้อน องค์การฯ ได้รักษาผู้ป่วยมากกว่า 12,000 ราย ซึ่งรวมไปถึงสตรีและเด็กที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ความรุนแรงโดยตรง ในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ทีมขององค์การฯ ได้รักษาผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากสงครามจำนวนมากในสามพื้นที่ของซูดาน ได้แก่ คาร์ทูม ดาร์ฟูร์เหนือ และดาร์ฟูร์ใต้ นอกจากนี้ ซูดานกำลังประสบกับวิกฤตสุขภาพแม่และเด็กที่เลวร้ายที่สุดเท่าที่เคยมีมาทั่วโลก ในเดือนตุลาคม 2567 ณ สองสถานพยาบาลที่องค์การฯ ให้การสนับสนุนอยู่ในนีอาลา (Nyala) เมืองหลวงของดาร์ฟูร์ใต้ พบว่า 26% ของหญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตรที่เข้ารับการรักษามีภาวะทุพโภชนาการเฉียบพลัน

    การระบาดของโรคหัด (measles) อหิวาต์ (cholera) และคอตีบ (diphtheria) กำลังแพร่กระจาย คืออีกหนึ่งผลกระทบจากสภาพความเป็นอยู่ที่ย่ำแย่และโครงการฉีดวัคซีนที่หยุดชะงัก การช่วยเหลือและการรักษาด้านสุขภาพจิตสำหรับผู้รอดชีวิตจากความรุนแรงทางเพศยังคงไม่เพียงพออย่างน่าเศร้า วิกฤตการณ์ที่สะสมเหล่านี้ไม่เพียงแต่สะท้อนให้เห็นถึงความโหดร้ายของความขัดแย้ง แต่ยังทำให้เห็นถึงผลกระทบอันเลวร้ายของการล่มสลายของระบบสาธารณสุขและการจัดการด้านมนุษยธรรม
    มาร์ตา คาซอร์ลา ผู้ประสานงานฉุกเฉิน

    ตั้งแต่เดือนเมษายน 2566 ผู้คนมากกว่า 1.7 ล้านคนเข้ารับการปรึกษาหรือตรวจรักษาที่โรงพยาบาล สถานพยาบาล และคลินิกเคลื่อนที่ที่องค์การฯ ได้สนับสนุนหรือปฏิบัติงานอยู่ โดยมีผู้ป่วยกว่า 32,000 รายเข้ารับการรักษาที่ห้องฉุกเฉินของเรา

    จากข้อมูลของสหประชาชาติ ผู้คนมากกว่า 13 ล้านคนต้องพลัดถิ่นเนื่องจากเหตุการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ซึ่งหลายคนเคยผ่านการพลัดถิ่นมาแล้วหลายครั้ง และในจำนวนนี้ 8.9 ล้านคนยังคงพลัดถิ่นภายในซูดาน แต่ยังมีอีก 3.9 ล้านคนที่ได้พลัดถิ่นไปยังประเทศเพื่อนบ้านแล้ว หลายชีวิตต้องอยู่ภายในค่ายหรือศูนย์พักพิงชั่วคราวที่แออัด ไม่มีการเข้าถึงอาหาร น้ำ การรักษาพยาบาล หรือไม่มีความหวังเกี่ยวกับอนาคต โดยผู้คนล้วนต้องพึ่งพิงองค์กรด้านมนุษยธรรม ในกรณีเฉพาะพื้นที่ที่องค์กรเหล่านี้ยังสามารถดำเนินงานอยู่ได้เท่านั้น

    สถานพยาบาลถูกทำลาย 

    จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (World Health Organization - WHO) มากกว่า 70% ของสถานพยาบาลในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากความคัดแย้งแทบจะไม่สามารถดำเนินการได้ต่อไปหรือต้องปิดตัวลง ส่งผลให้ผู้คนหลายล้านคนไม่ได้รับการรักษาที่จำเป็นท่ามกลางหนึ่งในวิกฤติด้านมนุษยธรรมที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ นับตั้งแต่เริ่มมีสงคราม องค์การฯ ได้บันทึกเหตุการณ์รุนแรงที่มีการโจมตีเจ้าหน้าที่ โครงสร้างพื้นฐาน ยานพาหนะ และอุปกรณ์ของเราไปแล้วกว่า 80 ครั้ง คลินิกถูกปล้นและทำลาย ยาถูกขโมย และบุคลากรทางการแพทย์ถูกทำร้าย ข่มขู่ หรือฆ่า

    อาคารถูกทำลาย แม้กระทั่งเตียงก็ถูกปล้น และยาถูกเผาจนสิ้นซาก หากมองจากด้านนอก มันเป็นเหมือนโรงพยาบาล แต่เมื่อคุณเข้าไป มันคือที่อยู่อาศัยของงูและมีหญ้ารก มูฮัมหมัด ยูซุฟ อิชาก อับดุลลาห์ (Muhammad Yusuf Ishaq Abdullah) เจ้าหน้าที่ส่งเสริมด้านสุขภาพขององค์การฯ ในทาวิลา ดาร์ฟูร์เหนือ เล่าเกี่ยวกับสภาพของโรงพยาบาลในทาวิลาหลังจากถูกโจมตีและปล้นในเดือนมิถุนายน 2566

    การโจมตีเหล่านี้ต้องยุติลง บุคลากรทางการแพทย์และสถานพยาบาลไม่ใช่เป้าหมายการโจมตี

    Emergency room at Al Nao hospital, supported by MSF in Omdurman, Khartoum state.

    ห้องฉุกเฉินในโรงพยาบาลอัล นาโอ (Al Nao hospital) ซึ่งเป็นหนึ่งในโรงพยาบาลที่องค์การฯ สนับสนุนการทำงานในเมืองอุมดูร์มาน (Omdurman) รัฐคาร์ทูม - ซูดาน มีนาคม 2568 © Tom Casey/MSF

    ฤดูฝนที่ใกล้เข้ามา

    ฤดูฝนที่เคลื่อนตัวเข้ามาอย่างรวดเร็วกำลังจะทำให้สถานการณ์ที่ย่ำแย่อยู่แล้วยิ่งเลวร้ายลงไปอีก เส้นทางการขนส่งของจะมีความลำบากมากขึ้น มีน้ำท่วมทั่วภูมิภาค และตัดขาดผู้คนออกจากโลกภายนอกในขณะที่ภาวะขาดแคลนอาหารเพิ่มสูง และภาวะทุพโภขนาการรวมถึงมาลาเรีย (malaria) ก็เพิ่มขึ้น

    องค์การฯ เรียกร้องให้มีมาตรการเพื่อเตรียมความพร้อมโดยทันทีก่อนฤดูฝนจะเริ่มต้น ต้องมีการเปิดจุดข้ามพรมแดนมากขึ้น และถนนสายหลักรวมถึงสะพานต้องได้รับการซ่อมแซมและใช้งานได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในดาร์ฟูร์ ซึ่งเป็นที่ที่ถูกตัดขาดจากภายนอกโดยน้ำท่วมในทุกปี

    การจำกัดความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมต้องยกเลิก และมีการรับประกับว่าการเข้าถึงความช่วยเหลือจะเกิดขึ้นโดยปราศจากอุปสรรค องค์การฯ เรียกร้องให้ทุกภาคส่วน ซึ่งรวมไปถึง ผู้บริจาค รัฐบาล และหน่วยงานของสหประชาชาติ ให้ดำเนินการและให้ความสำคัญกับการลำเลียงความช่วยเหลือ เพื่อให้มั่นใจว่าความความช่วยเหลือจะไม่ได้เข้าถึงแค่ประเทศเท่านั้น แต่ยังยังไปถึงชุมชนในพื้นที่ห่างไกลที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดอย่างรวดเร็วและปลอดภัย หากไม่มีทุ่มเทอย่างจริงจังในการเอาชนะอุปสรรคทางการเมือง เงินทุน การขนส่ง และความปลอดภัยที่ขัดขวางการส่งมอบในระยะสุดท้าย ชีวิตนับไม่ถ้วนจะยังคงอยู่อย่างปราศจากความช่วยเหลือ

    ชาวซูดานทนทุกข์ทรมานต่อความโหดร้ายนี้มายาวนานกว่าสองปี พวกเขาไม่สามารถและไม่ควรที่จะต้องรออีกต่อไป



    ร่วมเป็นแรงสนับสนุน

    สนับสนุนการทำงานขององค์การฯ ในการส่งต่อการรักษาทางการแพทย์ผ่านการบริจาค