Skip to main content
เหตุฉุกเฉิน คองโก: องค์การฯ เตรียมพร้อมสำหรับการรับมือขนานใหญ่ กรณีการแพร่ระบาดของอีโบลา อ่านเพิ่มเติม
    Boat with NFI items arrives at Chibuabuabua, Savane, in Dondo District with NFI items. Mozambique, 2019 © Giuseppe La Rosa/MSF

    ภาวะฉุกเฉินด้านภูมิอากาศ:

    สิ่งที่พวกเรากำลังเผชิญ

    ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเป็นพื้นที่ที่เผชิญภัยพิบัติทางธรรมชาติอยู่เป็นประจำ ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา พายุไต้ฝุ่นมีความรุนแรงขึ้นทั้งในด้านความถี่และระดับความรุนแรง อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์ดังกล่าวเป็นเพียงส่วนหนึ่งของผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเท่านั้น ปัจจัยอื่นๆ เช่น สิ่งแวดล้อมที่เสื่อมโทรม เมืองขยายตัว ภาวะโลกร้อน ความชื้น ความหนาแน่นของน้ำที่สูงขึ้น ตลอดจนคลื่นความร้อนและอุณหภูมิที่ผันผวนรุนแรง ปัจจัยเหล่านี้ล้วนเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคติดเชื้อ 

    ในหลายพื้นที่ที่องค์การฯ ปฏิบัติงานอยู่ ปัจจัยเหล่านี้กำลังซ้ำเติมความเปราะบางของประชากรกลุ่มเปราะบางให้รุนแรงยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน เรายังได้เห็นการทับซ้อนกันมากขึ้นระหว่างพื้นที่ที่เสี่ยงจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศกับพื้นที่วิกฤตด้านมนุษยธรรม

    หัวข้อที่เกี่ยวข้อง

    ภาวะฉุกเฉินด้านภูมิอากาศ (Climate Emergency)
    ภาวะฉุกเฉินด้านภูมิอากาศ (Climate Emergency)
    วิกฤตสภาพภูมิอากาศเป็นปัญหาทางด้านสุขภาพและมนุษยธรรม
    ภาวะฉุกเฉินด้านภูมิอากาศ: สิ่งที่เรากำลังลงมือปฏิบัติ
    ภาวะฉุกเฉินด้านภูมิอากาศ: สิ่งที่เรากำลังลงมือปฏิบัติ
    นี่คือคำสัญญาของเรา
    ภาวะฉุกเฉินด้านภูมิอากาศ: คุณลงมือทำอะไรได้บ้าง
    ภาวะฉุกเฉินด้านภูมิอากาศ: คุณลงมือทำอะไรได้บ้าง
    เราทุกคนมีหน้าที่แก้ไขวิกฤตการณ์สภาพภูมิอากาศ

    ผลกระทบด้านสุขภาพ

    ภาวะทุพโภชนาการ
    โรคไข้มาลาเรียและโรคไข้เลือดออก
    อหิวาตกโรค
    สุขอนามัย

    อุณหภูมิที่แปรปรวน อุทกภัย และภัยแล้ง ล้วนอาจทำให้การเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรต้องหยุดชะงัก และเป็นปัจจัยหนึ่งของความไม่มั่นคงทางอาหาร อันอาจนำไปสู่การเกิดภาวะทุพโภชนาการ ทั้งนี้รวมถึงการได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ สภาวะน้ำหนักเกิน และโรคอ้วน

    ประชาชนราว 2.3 พันล้านคนเผชิญภาวะความไม่มั่นคงทางอาหารในระดับปานกลางหรือรุนแรงในปี 2567

    Doctors Without Border staff at is checking a child at Kofar Marusa ATFC, Katsina State. Nigeria, June 2022. © George Osodi

    ในภาคตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศไนจีเรีย เกิดวิกฤตการณ์จากภาวะทุพโภชนาการอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2565 ในช่วงเวลาตั้งแต่เดือนมกราคม ถึงเดือนกรกฎาคม 2565 องค์การแพทย์ไร้พรมแดน ได้ปฏิบัติงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐด้านสาธารณสุขของไนจีเรีย ในพื้นที่ 5 รัฐของภาคตะวันตกเฉียงเหนือ เพื่อบำบัดรักษาเด็กจำนวนกว่า 50,000 คนที่มีภาวะทุพโภชนาการเฉียบพลัน ซึ่งในจำนวนนี้มี 7,000 คนต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล

    ด้านบน: เจ้าหน้าที่องค์การแพทย์ไร้พรมแดน ทำการตรวจร่างกายเด็ก ที่ศูนย์ฟื้นฟูโภชนาการโคฟาร์มารุซา (Kofar Marusa ATFC) ไนจีเรีย มิถุนายน 2565 © George Osodi

    โรคไข้มาลาเรียและโรคไข้เลือดออก เป็นโรคติดต่อนำโดยพาหะ (vector-borne disease) หรือก็คือเป็นโรคที่เชื้อโรคนั้นแพร่กระจายโดยผ่านสิ่งมีชีวิตอื่นไปสู่มนุษย์ เช่น ยุง จากการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศ (ลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างพืช สัตว์ และสิ่งมีชีวิตอื่น) อีกทั้งปัจจัยอีกหลายส่วน เป็นต้นเหตุให้แมลงและจุลินทรีย์ที่เป็นพาหะของโรค มีช่วงเวลาขยายพันธุ์ในแต่ละปีที่มากขึ้นและมีการกระจายตัวเป็นพื้นที่กว้างขึ้น

    วิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงกำลังเร่งการขยายตัวอย่างรวดเร็วของของโรคที่มียุงเป็นพาหะ (Mosquito-borne disease) โดยคาดว่าในอีกไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า จะมีประชาชนอีกราว 1 พันล้านคนที่เสี่ยงติดเชื้อไข้เลือดออก องค์การฯ กระทรวงสาธารณสุขฮอนดูรัส (Honduran Ministry of Health) โครงการยุงโลก (World Mosquito Program) และมหาวิทยาลัยแห่งชาติฮอนดูรัส (National Autonomous University of Honduras) ได้ร่วมมือกับชุมชนท้องถิ่นในการดำเนินกลยุทธ์ด้านสาธารณสุขรูปแบบใหม่ โดยใช้แบคทีเรียโวลบาเคีย (Wolbachia) เพื่อลดการเจ็บป่วยจากไวรัสชนิดมีแมลงเป็นพาหะโรค (Arbovirus) เช่น ไข้เลือดออก (Dengue) ไข้จากเชื้อไวรัสซิกา (Zika) และไข้ปวดข้อยุงลายชิคุนกุนยา (Chikungunya)

    ในช่วงระหว่างปี 2566 ถึง 2567 เจ้าหน้าที่องค์การฯ และสมาชิกชุมชนท้องถิ่นได้ปล่อยยุงที่มีแบคทีเรียโวลบาเคีย  มากกว่า 8 ล้านตัวในย่านที่มีความเสี่ยงสูง เช่น เมืองเอล มันชิง (El Manchén) โดยแบคทีเรียดังกล่าวสามารถแพร่กระจายในประชากรยุงในพื้นที่ได้เกือบร้อยละ 98 ส่งผลให้จำนวนผู้ป่วยไข้เลือดออกลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับสถิติในอดีต 

    MSB166303

    พื้นที่ที่แนะนำสำหรับวางขวดยุงที่มีแบคทีเรียโวลบาเคีย คือบริเวณที่ไม่มีแสงแดดส่องถึง และอยู่ห่างจากมือเด็กและสัตว์เลี้ยง เม็กซิโก (Mexico), 2566 © Martín Cálix 

    สภาพอากาศรุนแรงอันเป็นผลจากภาวะฉุกเฉินด้านสภาพภูมิอากาศอาจนำไปสู่การแพร่ระบาดของโรคร้ายแรงอย่างอหิวาตกโรค ซึ่งแพร่กระจายผ่านอาหารและแหล่งน้ำที่ปนเปื้อน 

    อหิวาตกโรคเป็นโรคติดต่อที่แพร่กระจายได้ง่าย และมักระบาดในพื้นที่แออัดและขาดสุขอนามัยที่ดี ขาดแคลนมีน้ำสะอาด โดยเฉพาะในหมู่บ้านยากจน พื้นที่ห่างไกล หรือค่ายผู้ลี้ภัย หากไม่ได้รับการรักษา ผู้ป่วยอาจเสียชีวิตอย่างรวดเร็วจากภาวะขาดน้ำรุนแรงอันเกิดจากอาการท้องเสียและอาเจียนอย่างหนัก 

    ในแต่ละปี องค์การฯ ส่งต่อการรักษาผู้ป่วยอหิวาตกโรคหลายหมื่นราย นอกจากนี้ องค์การฯ ยังดำเนินการรณรงค์ฉีดวัคซีนในพื้นที่เสี่ยงเมื่อเกิดการระบาด รวมถึงจัดสร้างระบบน้ำและสุขาภิบาลเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงน้ำดื่มสะอาดและมีสุขอนามัยที่เหมาะสม 

    MSB247760

    การรณรงค์ฉีดวัคซีนป้องกันอหิวาตกโรคที่ศูนย์สุขภาพขององค์กรด้านมนุษยธรรมพรีเมียร์ อูร์ฌองซ์ (Première Urgence) ในเมืองคูฟรุน (Koufroun) ทางตะวันออกของสาธารณรัฐชาด (Chad) ซึ่งองค์การฯ ให้การสนับสนุนด้านวัคซีน

    องค์การฯ มีส่วนร่วมในการรับมือกับการระบาดของอหิวาตกโรคในเมืองอาเดร (Adré) อาบูเตงเก (Aboutenge) เมตเช (Metché) อีร์ดีมี (Irdimi) ตูลุม (Tulum) ไทน์ (Tiné) ฮัดเจอร์ ฮาดิด (Hadjer Hadid) อัลลาชา (Allacha) กอซไบดา (Goz Beida) และอับดี (Abdi) ผ่านการฉีดวัคซีน การบริหารจัดการระบบลูกโซ่ความเย็น การค้นหาผู้ป่วยเชิงรุก การส่งเสริมสุขภาพ การแจกจ่ายสบู่ การจัดหาน้ำและฟื้นฟูระบบเครือข่ายน้ำ รวมถึงการจัดตั้งหน่วยและศูนย์รักษาอหิวาตกโรคหลายแห่ง สาธารณรัฐชาด กันยายน 2568 © Léa Gillabert/MSF 

    ภัยพิบัติทางธรรมชาติมักสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำและสุขาภิบาล ส่งผลให้ชุมชนไม่สามารถเข้าถึงน้ำสะอาดและระบบสุขาภิบาลได้ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้โรคติดเชื้อแพร่กระจายในหลายพื้นที่ทั่วโลก โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ประชากรมีรายได้น้อยและได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง หากไม่มีน้ำดื่มสะอาดและระบบสุขาภิบาลที่ปลอดภัย ผู้คนจำเป็นต้องใช้น้ำจากแหล่งน้ำที่ไม่ได้ผ่านการบำบัดซึ่งมักปนเปื้อน และนำไปสู่การแพร่ระบาดของโรคที่ติดต่อผ่านน้ำ เช่น อหิวาตกโรค และโรคตับอักเสบเอ (Hepatitis A)

    หากไม่มีการจัดการขยะอย่างเหมาะสม โรคอุจจาระร่วงก็สามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วจากการปนเปื้อนของน้ำและสิ่งแวดล้อม โรคเหล่านี้เป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี

    องค์การฯ มุ่งมั่นแก้ไขปัญหาสำคัญด้านโครงสร้างพื้นฐานสุขาภิบาล เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อ โดยเฉพาะในสถานการณ์วิกฤต

    MSB250300

    เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นและอาสาสมัครกำลังขนย้ายถังแกลลอนน้ำและชุดสุขอนามัยจากรถบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ขึ้นรถขนส่งขนาดเล็ก สิ่งของบริจาคเหล่านี้จะถูกส่งต่อไปยังเขตบารังไกมัลบาโก (Brgy Malbago) เมืองดาอันบันตายัน (Daanbantayan) ประเทศฟิลิปปินส์ (the Philippines), 2568 © Regina Layug Rosero/MSF 

    ประเทศที่ได้รับผลจากวิกฤตการณ์สภาพภูมิอากาศ

    ประเทศคิริบาส (Kiribati)

    สาธารณรัฐคิริบาส (Kiribati) เป็นหนึ่งในประเทศลำดับต้นที่ต้องเผชิญผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

    ประเทศคิริบาส มีดินแดนเป็นหมู่เกาะจำนวน 32 แห่ง (และเกาะแนวปะการังที่โผล่พ้นผิวน้ำอีกหนึ่งแห่ง) ตั้งอยู่บริเวณระหว่างประเทศออสเตรเลีย และหมู่เกาะฮาวาย มีพื้นที่ผืนแผ่นดินเพียง 811 ตารางกิโลเมตร ล้อมด้วยอาณาเขตมหาสมุทรกว้างขวางถึง 3.5 ล้านตารางกิโลเมตร พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลเพียงเล็กน้อย ทำให้มีความเปราะบางอย่างมากต่อน้ำทะเลหนุนสูง ระดับน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้น และฝนตกหนัก

    พื้นที่แผ่นดินขนาดเล็กของคิริบาสมีความเปราะบางอย่างยิ่งต่อระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น โดยจุดที่สูงที่สุดบนเกาะตาราวา (Tarawa) อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลเพียง 3 เมตร หลักฐานการสูญเสียแผ่นดินจากการกัดเซาะชายฝั่งสามารถพบเห็นได้ทั่วไป ในบางพื้นที่ ต้นไม้ที่โค่นล้มจนรากโผล่พ้นพื้นกองอยู่ในบริเวณที่เคยเป็นจุดปิกนิกและชายหาด บ้านเรือนถูกทิ้งร้างเมื่อน้ำทะเลรุกเข้าใกล้ตัวบ้านมากขึ้น ขณะที่กระสอบทรายถูกวางเรียงรายตามแนวชายฝั่งเป็นแนวป้องกัน ในช่วงน้ำทะเลหนุนสูงตามรอบพระจันทร์เต็มดวง คลื่นจะซัดข้ามถนนยกระดับซึ่งเป็นทางเชื่อมหลักและท่วมบ้านเรือน

    ประชากรคิริบาสครึ่งหนึ่ง (ประมาณ 120,000 คน) อาศัยอยู่ในเมืองหลวง คือ หมู่เกาะทะราวาใต้ (South Tarawa) เป็นแนวผืนแผ่นดินแคบๆ ซึ่งเกาะหลักที่ใหญ่ที่สุดก็ยังเล็กเกินกว่าจะรองรับผู้คนทั้งหมดนี้ได้ ด้วยผลจากอัตราการเกิดที่พุ่งทะยาน (เด็กเกิด 26 คนต่อประชากร 1,000 คน) และจากกระบวนการแปรเป็นเขตเมืองในทะราวาใต้(urbanisation) เนื่องจากการย้ายถิ่นฐานเข้ามาจากหมู่เกาะรอบนอก จึงก่อเป็นปัญหาประชากรล้นซึ่งซ้ำเติมปัญหาเดิมที่มีอยู่แล้วในด้านสาธารณสุข สังคม และสิ่งแวดล้อม

    การขาดแคลนน้ำดื่มเป็นหนึ่งในข้อกังวลหลัก ระดับน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้นและภัยแล้งทำให้น้ำใต้ดินมีความเค็มสูงขึ้นและไม่เหมาะสำหรับการดื่ม ส่งผลให้ปริมาณน้ำที่สามารถใช้สำหรับการดื่ม การปรุงอาหาร และสุขอนามัยลดลง

    การให้การสนับสนุนด้านสาธารณสุขในคิริบาสเป็นเรื่องท้าทาย เนื่องจากการเข้าถึงบริการสาธารณสุขระดับปฐมภูมิมีจำกัด โดยเฉพาะในหมู่เกาะรอบนอกที่ห่างไกล ในกลุ่มหญิงตั้งครรภ์ ภาวะความดันโลหิตสูง (Hypertension) และโรคเบาหวาน (Diabetes) เพิ่มสูงขึ้น และหากไม่ได้รับการตรวจพบตั้งแต่เนิ่นๆ จะส่งผลกระทบต่อทั้งทารกและมารดา

    MSB227809

    จัสมิน วิเซนตีโย (Jasmine Vicentillo) เภสัชกร (Pharmacist) องค์การฯ กำลังฝึกอบรมเจ้าหน้าที่พยาบาลบนเกาะอาไบยัง (Abaiang) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพแนวปฏิบัติด้านการบริหารจัดการคลังเวชภัณฑ์ รวมถึงการกำจัดขยะทางการแพทย์ การขนส่งโลจิสติกส์ด้านเวชภัณฑ์ถือเป็นความท้าทายในหมู่เกาะรอบนอกของคิริบาส เนื่องจากระยะทางไกล สภาพอากาศร้อนชื้น ไฟฟ้าที่มีจำกัด และการขาดแคลนสถานที่จัดการขยะ คิริบาส 2567 © Victor Caringal/MSF 

    ประเทศมาดากัสการ์ (Madagascar)

    สาธารณรัฐมาดากัสการ์ (Madagascar) เป็นหนึ่งในประเทศที่เปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากที่สุด ทุกๆ ปีตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงเดือนเมษายน มาดากัสการ์ต้องเผชิญกับฤดูพายุไซโคลนยิ่งทำให้ชุมชนที่เปราะบางอยู่แล้วเผชิญความยากลำบากมากขึ้น เกาะแห่งนี้ตั้งอยู่ในมหาสมุทรอินเดีย (Indian Ocean) และได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศรุนแรงเป็นประจำ ส่งผลให้หลายพื้นที่แทบไม่มีเวลาฟื้นตัวจากภัยพิบัติแต่ละครั้ง นับตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา พายุโซนร้อนและพายุไซโคลนจำนวน 12 ลูกได้พัดถล่มเกาะในช่วงฤดูพายุไซโคลน ส่งผลกระทบต่อประชาชนมากกว่า 2 ล้านคน และสร้างความเสียหายทางกายภาพอย่างหนัก 

    ทางตอนใต้ของมาดากัสการ์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เผชิญภัยแล้งซ้ำซากและการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานขั้นพื้นฐานมีจำกัดอยู่แล้ว พายุไซโคลนยิ่งทำให้สภาพความเป็นอยู่ที่เปราะบางอยู่แล้วทรุดหนักลง ประชาชนส่วนใหญ่ในพื้นที่ชนบทเหล่านี้เป็นเกษตรกร ซึ่งวิถีชีวิตต้องพึ่งพาสภาพภูมิอากาศเป็นหลัก ทำให้เมื่อเกิดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ชีวิตของพวกเขาอาจยิ่งเปราะบางลงไปอีก 

    ในช่วงต้นปี 2568 เกาะแห่งนี้เผชิญพายุสองลูก ได้แก่ พายุไซโคลนฮอนเด (Honde) และไซโคลนจูด (Jude) ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างหนักและส่งผลกระทบต่อประชาชนหลายพันคน น้ำท่วมและลมพายุรุนแรงได้สร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานสำคัญและทำให้พื้นที่เพาะปลูกหลายพันเฮกตาร์* (Hectare) เสียหายจากน้ำท่วม *เฮกตาร์ = 6 ไร่ 2 งาน

     MSB224110

    ผืนดินยังคงจมอยู่ใต้น้ำหลังพายุไซโคลนฮอนเดพัดผ่าน เดือนมีนาคม 2568 © Nomena Tiavina Rajerison/MSF 

    ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม 

    การสู้รบและสงคราม 

    ในบริเวณที่เรียกว่า ซาฮิล (Sahel) แถบใต้ซาฮาราของทวีปแอฟริกา การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นปัจจัยที่รบกวนสมดุลของทรัพยากรในดินเพื่อการปศุสัตว์และการกสิกรรม การแก่งแย่งเพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพยากร ประกอบกับความหย่อนความสามารถของราชการในการจัดสรรที่ดิน ก่อให้เกิดสงครามระหว่างสองฝ่าย ซ้ำเติมภูมิภาคที่มีการสู้รบและปัญหาความไม่มั่นคงอยู่แล้ว ซึ่งทางองค์การฯ ได้เข้าไปช่วยเหลือบรรเทาด้วยการให้การปฏิบัติการแพทย์ และในเวลาเดียวกัน การเกิดสงครามก็ย่อมทำให้ผู้คนในพื้นที่ต้องพลัดถิ่นที่อยู่

     

    Edward Nyam and his family have been living in Mbawa camp since January 2018, when violence forced them to leave their home in Guma. Before they left, one of Edward’s sons was killed in the violence. Benue, Nigeria, 2020 © MSF/Scott Hamilton

    เอ็ดวาร์ด นยัม (Edward Nyam) และครอบครัว เป็นผู้อาศัยอยู่ในค่ายพักพิงอัมบะวา (Mbawa) ในมลรัฐเบนูวี (Benue) ประเทศไนจีเรีย มาตั้งแต่เดือนมกราคม 2561 จากการลี้ภัยการสู้รบในภูมิลำเนาเดิมของตนในเมืองกุมา (Guma) ก่อนที่จะได้ลี้ภัยมา หนึ่งในบรรดาบุตรชายของเอ็ดวาร์ดก็เสียชีวิตจากการสู้รบ

    มลรัฐที่อยู่ในแนวภาคกลางของไนจีเรีย เป็นปลายทางของผู้อพยพภายในประเทศ (Internally Displaced People / IDP) จำนวนมากที่สุด รองลงมาจากภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยส่วนมากต่างเป็นผู้หนีเอาชีวิตรอดมาจากสงครามแย่งชิงการเข้าทำประโยชน์ในที่ดิน ระหว่างกลุ่มผู้เพาะปลูกกสิกรรม กับกลุ่มร่อนเร่เลี้ยงสัตว์ (farmer-herdsmen conflict) ในมลรัฐเบนูวี มีจำนวนผู้อพยพราว 160,000 คน (ข้อมูลจาก IOM ปี 2562) อาศัยอยู่อย่างกระจัดกระจาย ทั้งอยู่ในค่ายพักพิงผู้ลี้ภัยที่เป็นทางการจำนวน 8 แห่ง และในค่ายพักพิงฯ ที่ตั้งขึ้นมากันเองในพื้นที่ชุมนุมชน เช่น ตลาด โรงเรียน หรืออาศัยอยู่กับกลุ่มประชาคมในท้องถิ่นที่ให้การพักพิง 

    เบนูวี ไนจีเรีย 2563 © MSF/Scott Hamilton

    Bambari, Ouaka, Central African Republic, 2020 © Adrienne Surprenant/Collectif ITEM

    เซดี บอร์ (Seidi Bore) อายุ 45 ปี / มารียาม อามาดู (Mariam Hamadou) อายุ 35 ปี / อารูนา (Harouna) อายุ 1 ปี / ยูนูสซา (Younoussa) อายุ 13 ปี นั่งอยู่หน้าบ้านพักของตนในค่ายพักพิงฯ เอเลอวาฌ (Élevage) ซึ่งตั้งอยู่นอกเมืองบ็องบารี จังหวัดวากา สาธารณรัฐแอฟริกากลาง (Bambari, Ouaka, Central African Republic) ค่ายพักพิงฯ ที่ตั้งอยู่นอกเมืองบ็องบารีแห่งนี้เป็นที่อยู่อาศัยของผู้คนกว่า 15,000 คน 

    ทุกคนในครอบครัวนี้เว้นแต่อารูนา มีอาการเจ็บป่วยต่อเนื่องนับแต่ที่อพยพหนีภัยสงคราม ออกมาจากภูมิลำเนาเดิมของตน หมู่บ้านบัวโย (Boyo) ซึ่งอยู่ห่างออกไป 120 กม.

    อาการป่วยของมารียามนั้น ทรุดลงนับแต่ที่คลอดอารูนาออกมา เขาได้รับการส่งต่อจากสถานีอนามัยขององค์การแพทย์ไร้พรมแดน ในเอเลอวาฌ ไปยังโรงพยาบาลที่บ็องบารี ซึ่งทางองค์การฯ ให้การสนับสนุนอยู่ 

    ความจำเป็นในการรักษาและความทุกข์ยากที่ผู้คนในจังหวัดวากาต้องฟันฝ่าไปแต่ละวัน เป็นสิ่งที่ประชาคมระหว่างประเทศแทบจะมองไม่เห็น ทำให้สาธารณรัฐแอฟริกากลางยังคงเป็นวิกฤตการณ์อันถูกหลงลืมหากยืดเยื้อ สถานการณ์ในจังหวัดอื่นของประเทศ ก็คล้ายคลึงกันกับในวากา หลายชุมชนในประเทศต้องประสบอุปสรรคอย่างไม่หยุดหย่อน ทำให้ไม่สามารถรับการรักษาได้ทันท่วงที อุปสรรคที่ร้ายแรงที่สุดคือการพลัดถิ่นจากภูมิลำเนาของตน ด้วยเพราะวังวนของความรุนแรงที่เกิดซ้ำๆ และข้อเท็จจริงที่ว่า สําหรับคนส่วนใหญ่แล้ว การสาธารณสุขที่มีคุณภาพยังคงเป็นสิ่งที่ไกลเกินเอื้อมถึง สถานสาธารณสุขที่ยังเหลือใช้การได้ก็ไม่พร้อม ไม่ว่าจะเป็นด้านเครื่องไม้เครื่องมือ ขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ผู้ชำนาญการ และเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ หรือไม่ก็อยู่ไกลกว่าผู้คนจะเดินทางไปได้

    สาธารณรัฐแอฟริกากลาง เดือนธันวาคม  2563 © Adrienne Surprenant/Collectif ITEM

    Ulang, South Sudan, 2019 © Igor Barbero

    เจ้าหน้าที่องค์การแพทย์ไร้พรมแดน ทำการตรวจร่างกายเด็ก ที่ด้านหน้าทางเข้าของโรงพยาบาลขององค์การฯ ที่แคว้นอูลาง (Ulang) ภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศซูดานใต้

    แคว้นอูลาง (Ulang) เป็นพื้นที่ทุรกันดารอยู่ติดกับประเทศเอธิโอเปีย พลเมืองของที่นี่ใช้ชีวิตผ่านการสู้รบมายาวนานหลายปี บ้างก็เป็นเหยื่อจากการต่อสู้ระหว่างกลุ่มมวลชนที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ประเทศซูดานใต้ 2562 © Igor Barbero

    สภาวะอากาศสุดขั้ว 

    เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วที่เกิดบ่อยและรุนแรงมากขึ้น เพิ่มความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บ โรคติดเชื้อ และภาวะทุพโภชนาการ (Malnutrition) หนึ่งในผลกระทบร้ายแรงของน้ำท่วม เฮอร์ริเคน และพายุไซโคลน คือการพลัดถิ่น เมื่อผู้คนสูญเสียหรือจำเป็นต้องอพยพหนีจากสภาพอากาศสุดขั้ว จึงถูกบังคับให้ย้ายถิ่นฐาน ทั้งนี้ ผู้คนนับล้านทั่วโลกต้องพลัดถิ่นอยู่แล้วจากสภาพความเป็นอยู่ที่ย่ำแย่ลงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดปี 2567 เจ้าหน้าที่องค์การฯ รับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมต่อเนื่องในพื้นที่รอบชุมชนโอลด์แฟงกัก (Old Fangak) สาธารณรัฐเซาท์ซูดาน (South Sudan) ซึ่งทำให้หมู่บ้านโดยรอบจมอยู่ใต้น้ำและประชาชนหลายพันคนต้องพลัดถิ่น

    “โอยา” (Oya) สัญญาณเตือนถึงผลกระทบต่อสุขภาพจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ 

    องค์การฯ ใช้ศิลปะเป็นสื่อที่เปี่ยมด้วยพลังเพื่อสร้างความตระหนักรู้และกระตุ้นให้เกิดการลงมือทำ เพลง “โอยา” (หมายถึง “ไปกันเถอะ” ในภาษาท้องถิ่นหลายภาษาในไนจีเรีย [Nigeria]) ได้รวมพลังของศิลปินและนักเต้นจากพื้นที่แอฟริกาตะวันตกมาร่วมส่งสารที่ชัดเจนว่า ถึงเวลาที่ต้องลงมือแล้ว 

    โครงการนี้นำเสนอในรูปแบบมิวสิกวิดีโอ โดยมีบทเพลงต้นฉบับที่แต่งโดยศิลปินชื่อ มาโอ สิดีเบ (Mao Sidibé) ประกอบกับท่าเต้นที่ออกแบบโดยโรงเรียนสอนศิลปะการเต้นระดับโลกจากสาธารณรัฐเซเนกัล (Senegal)  เอโกล เด ซาบล์ (École des Sables) ซึ่งก่อตั้งโดย แชร์แมง อาโกนี (Germaine Acogny) 

    เนื้อเพลงโอยาได้รับแรงบันดาลใจจากคำบอกเล่าของผู้ป่วยและเจ้าหน้าที่ขององค์การฯ ในสาธารณรัฐไนเจอร์ (Niger) สาธารณรัฐแคเมอรูน (Cameroon) และมาดากัสการ์ เพื่อเป็นการเปิดพื้นที่ให้ชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตนี้โดยตรง โครงการนี้เน้นย้ำว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศคุกคามสุขภาพของผู้คน ทั้งจากการแพร่กระจายของโรคติดเชื้อ สภาพอากาศสุดขั้วที่รุนแรงขึ้น และอุณหภูมิที่สูงขึ้น

    ต่อให้ในทวีปเอเชียพายุไต้ฝุ่นระดับรุนแรงจะไม่ใช่ภัยธรรมชาติที่แปลกประหลาด แต่ในประเทศจำนวนมากซึ่งองค์การฯ มีปฏิบัติภารกิจอยู่ ก็ได้รับผลจากสภาวะอากาศสุดขั้ว ก่อให้เกิดอันตรายแก่ชีวิตร่างกาย หรือทำให้พลเมืองต้องพลัดจากถิ่นที่อยู่ไป ซึ่งผู้คนเหล่านี้จำต้องได้รับการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมโดยเร่งด่วน

    พายุไต้ฝุ่นในประเทศฟิลิปปินส์

    พายุไต้ฝุ่นไห่เยี่ยน (Typhoon Haiyan) เมื่อปี 2556 เป็นซูเปอร์ไต้ฝุ่นที่รุนแรงในระดับที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้น โดยมีตัวเลขผู้เสียชีวิตกว่า 6,300 คน อีกทั้งประชากรฟิลิปปินส์จำนวน 4 ล้านคนต้องพลัดจากถิ่นที่อยู่ โครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศทั้งเสียหายและย่อยยับ เครื่องยังชีพที่มีอยู่ก็จมน้ำไป

    ฟิลิปปินส์ได้กลายเป็นหนึ่งในจุดปะทุหลักของวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยต้องเผชิญกับพายุหมุนเขตร้อนหลายลูกที่เพิ่มขึ้นทั้งในด้านความถี่และระดับความรุนแรงของภัยพิบัติเหล่านี้สะท้อนให้เห็นจากเหตุการณ์เช่นพายุไต้ฝุ่นคัลแมกี (Typhoon Kalmaegi) ซึ่งส่งผลให้ประชาชน 400,000 คนต้องพลัดถิ่น และโรงพยาบาลต้องดำเนินงานท่ามกลางภาวะน้ำท่วม รวมถึงคลื่นพายุซัดฝั่งรุนแรงในปี 2567 ที่เกิดขึ้นล่าสุด และภายในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ ฟิลิปปินส์ต้องเผชิญทั้งพายุโซนร้อนจ่ามี (Tropical Storm Trami) และซูเปอร์ไต้ฝุ่นหม่านหยี่ (Super Typhoon Man-yi) ซึ่งเป็นภัยพิบัติที่เกิดซ้ำต่อเนื่องกันจนทำให้โครงสร้างพื้นฐานในท้องถิ่นถึงขีดจำกัด 

    MSB216471

    ระหว่างเกิดพายุ ประชาชนบางส่วนอพยพไปยังโรงเรียนประถมดีนาจาวัน (Dinadiawan Elementary School) แต่กลับพบว่าหลังคาอาคารถูกพัดปลิว ต้นไม้ล้มทับกำแพงซีเมนต์ เดเลีย มาคาลิเพย์ (Delia Macalipay) อายุ 63 ปี อพยพไปที่นั่นพร้อมกับครอบครัว เนื่องจากลมแรง กระจกหน้าต่างแตก จึงทำให้เธอได้รับบาดเจ็บที่เท้า ประเทศฟิลิปปินส์ 2567 © Regina Layug Rosero/MSF 

    น้ำท่วมรุนแรงในอินโดนีเซีย

    ในช่วงปลายปี 2568 พายุไซโคลนเขตร้อนเซนยาร์ (Tropical Cyclone Senyar) ทำให้ฝนตกหนักรุนแรง ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันที่ทำให้จังหวัดอาเจะห์ (Aceh) สุมาตราเหนือ (North Sumatra) และสุมาตราตะวันตก (West Sumatra) จมอยู่ใต้น้ำ พร้อมทั้งสภาพเมืองที่ถูกปกคลุมด้วยโคลนหนาทึบสูงถึงระดับหลังคาบ้าน ตัวเลขทางการ ณ วันที่ 14 มกราคม 2569 ระบุว่ามีผู้เสียชีวิตมากกว่า 1,000 คน และประชาชนที่ต้องพลัดถิ่นมากกว่า 130,000 คนในทั้ง 3 จังหวัด

    ในเขตอาเจะห์ตามีอัง (Aceh Tamiang) พบความเสียหายของโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ รวมถึงการสูญเสียไฟฟ้าและระบบสื่อสารทั้งหมด ทำให้ทั้งเมืองตกอยู่ในสภาพมืดมิด สถานพยาบาลเกือบทั้งหมดไม่สามารถเปิดให้บริการได้ ทั้งชุมชนถูกตัดขาดจากการรักษาพยาบาลที่จำเป็น 

    MSB257577

    ภาพศูนย์บริการสุขภาพปฐมภูมิมันยักปาเยด (Manyak Payed Primary Health Care Centre) หลังน้ำท่วม อาเจะห์ ประเทศอินโดนีเซีย 2568 © MSF