ปาเลสไตน์: ท่ามกลางหายนะ ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมขนาดใหญ่คือความจำเป็นเร่งด่วน
ชาวปาเลสไตน์ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่จาบัลลาเริ่มรวมตัวกัน เพื่อรอรถบรรทุกน้ำที่จะเดินทางมาถึงเมืองจาบัลลาซิตี้ ทางตอนเหนือของกาซา - ดินแดนปาเลสไตน์ กุมภาพันธ์ 2568 © Nour Alsaqqa/MSF
ท่ามกลางวิกฤตที่ดำเนินอยู่ในกาซา (Gaza) ยังคงมีผู้เสียชีวิตจากความรุนแรงที่ยืดเยื้อและข้อจำกัดด้านความช่วยเหลือที่ยังมีการบังคับใช้อย่างต่อเนื่องโดยทางการอิสราเอล (Israel) องค์กรระหว่างประเทศด้านมนุษยธรรมทางการแพทย์อย่างองค์การแพทย์ไร้พรมแดน (Doctors Without Borders / Médecins Sans Frontières – MSF) เรียกร้องให้มีการยกระดับความช่วยเหลือเพื่อช่วยชีวิตผู้คนและจัดให้สามารถเข้าถึงการทำงานด้านมนุษยธรรมโดยไม่มีอุปสรรคขัดขวาง แม้องค์การฯ ต้องเผชิญกับความท้าทายจากนโยบายดังกล่าว องค์การฯ ยังคงมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติงานในดินแดนของปาเลสไตน์ที่ถูกยึดครอง (Occupied Palestinian Territory - OPT) ให้ยาวนานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ภายใต้ใบอนุญาตการดำเนินงานกับคณะปกครองปาเลสไตน์ (Palestinian Authority)
ภายใต้กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ทางการอิสราเอลในฐานะผู้มีอำนาจควบคุมพื้นที่ มีหน้าที่ต้องรับประกันให้การจัดส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมสามารถดำเนินการได้ อย่างไรก็ตาม จากกฎระเบียบใหม่ที่เข้มงวดซึ่งกำหนดให้องค์กรพัฒนาเอกชน 37 แห่งต้องออกจากพื้นที่ดินแดนของปาเลสไตน์ที่ถูกยึดครองภายในวันที่ 1 มีนาคม 2569 ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงกับปริมาณความช่วยเหลือที่ไม่เพียงพออยู่แล้วให้ยิ่งลดลงอีก รัฐบาลทั่วโลกจำเป็นต้องสร้างความเชื่อมั่นว่าคำตัดสินของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court of Justice – ICJ) จะได้รับการเคารพ รวมถึงการอำนวยความสะดวกในการส่งมอบความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม
ความต้องการความช่วยเหลือมีอยู่มหาศาล และข้อจำกัดที่เข้มงวดมากเหล่านี้นำไปสู่ผลกระทบที่ถึงแก่ชีวิต ผู้ป่วยหลายแสนคนจำเป็นต้องได้รับการดูแลทั้งด้านสุขภาพกายและสุขภาพจิต และอีกหลายหมื่นคนต้องได้รับการติดตามผลการรักษา การผ่าตัด และการฟื้นฟูสภาพจิตใจในระยะยาวคริสโตเฟอร์ ล็อกเยียร์ เลขาธิการองค์การฯ
“องค์การฯ กำลังทำงานอย่างเต็มที่เพื่อคงไว้ซึ่งบริการทางการแพทย์สำหรับผู้ป่วยภายใต้ข้อจำกัดที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ” คริสโตเฟอร์ ล็อกเยียร์ (Christopher Lockyear) เลขาธิการองค์การแพทย์ไร้พรมแดน (Secretary General, MSF International) กล่าว “ความต้องการความช่วยเหลือมีอยู่มหาศาล และข้อจำกัดที่เข้มงวดมากเหล่านี้นำไปสู่ผลกระทบที่ถึงแก่ชีวิต ผู้ป่วยหลายแสนคนจำเป็นต้องได้รับการดูแลทั้งด้านสุขภาพกายและสุขภาพจิต และอีกหลายหมื่นคนต้องได้รับการติดตามผลการรักษา การผ่าตัด และการฟื้นฟูสภาพจิตใจในระยะยาว”
แม้จะมีแผนสันติภาพที่นำโดยสหรัฐฯ (United States of America) ทางการอิสราเอลยังคงบังคับใช้ข้อจำกัดอย่างเข้มงวดรวมถึงการระงับการเข้าถึงน้ำ ที่พักพิง และการรักษาพยาบาล สภาพความเป็นอยู่ยังคงต่ำกว่ามาตรฐานและไร้ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความรุนแรงยังคงคร่าชีวิตและทำให้ชาวปาเลสไตน์ได้รับบาดเจ็บอยู่ทุกวัน ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมที่เข้าสู่พื้นที่กาซาลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ในเขตเวสต์แบงก์ (West Bank) ความต้องการด้านการแพทย์และมนุษยธรรมยังคงเพิ่มขึ้น ท่ามกลางความรุนแรงที่ทวีขึ้นอย่างน่ากังวล ทั้งการบังคับย้ายถิ่นฐาน การโจมตีโดยผู้ตั้งถิ่นฐานอิสราเอลติดอาวุธ การรื้อถอนบ้าน การขยายถิ่นฐาน และการขัดขวางการเข้าถึงบริการสุขภาพ
การเพิกถอนการจดทะเบียนขององค์การฯ โดยทางการอิสราเอลได้ส่งผลกระทบต่อการดูแลผู้ป่วยแล้วเนื่องจากสถานะองค์กรที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้กับระบบสาธารณสุขที่ถูกทำลายอย่างหนักในช่วงสองปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ องค์การฯ ยังถูกจำกัดการเข้าถึงอุปกรณ์และเวชภัณฑ์ที่จำเป็นอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ต้นเดือนมกราคมเป็นต้นมา ทางการอิสราเอลได้จำกัดไม่อนุญาตให้องค์การฯ นำบุคลากรต่างชาติและเวชภัณฑ์เพิ่มเติมเข้าสู่พื้นที่ดินแดนของปาเลสไตน์ที่ถูกยึดครอง และภายในวันที่ 1 มีนาคม 2569 เจ้าหน้าที่ต่างชาติขององค์การฯ ทั้งหมดจะต้องออกจากพื้นที่
เนื่องจากตู้อบมีจำกัด เด็กทารกแรกเกิดหลายชีวิตต้องแบ่งปันพื้นที่กันภายในตู้อบหนึ่งเครื่อง ภายในศูนย์ดูแลเด็กแรกเกิดวิกฤตในโรงพยาบาล อัล เฮลู ทางตอนเหนือของกาซา - ดินแดนปาเลสไตน์ 2568 © Joanne Perry/MSF.
โครงการทางการแพทย์ขององค์การฯ ต้องเผชิญกับภาวะขาดแคลนและทีมแพทย์มีความกังวลอย่างยิ่งเกี่ยวกับความสามารถในการให้บริการดูแลผู้บาดเจ็บฉุกเฉินและการฟื้นฟูผู้ป่วย รวมถึงการดูแลเด็ก บริการสุขภาพทางเพศและอนามัยการเจริญพันธุ์ การรักษาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และภาวะสุขภาพจิต ทั้งนี้ ในระยะยาว การดำเนินงานขององค์การฯ ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอน และอาจไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ภายใต้ข้อจำกัดที่เข้มงวดเช่นนี้
“โครงการต่างๆ ขององค์การฯ เป็นความหวังในการรอดชีวิต การบริการทางการแพทย์และความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในระดับการช่วยเหลือเช่นนี้ไม่สามารถหาทดแทนได้โดยง่าย” คริสโตเฟอร์ ล็อกเยียร์ กล่าว “ท่ามกลางวิกฤตด้านมนุษยธรรมที่ยังดำเนินอยู่ องค์การฯ จะยังคงอยู่ในดินแดนปาเลสไตน์ที่ถูกยึดครองให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ และจะทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยเหลือผู้คน เราขอเรียกร้องให้ทางการอิสราเอลเปิดทางให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมจำนวนมากให้เข้าไปในพื้นที่ และขอให้ประชาคมโลกร่วมกันช่วยชาวปาเลสไตน์ในกาซาและเวสต์แบงก์ไม่ให้ถูกทอดทิ้งให้ต้องฝากชีวิตไว้กับโชคชะตา”
ในบริบทที่ผู้สื่อข่าวต่างชาติถูกห้ามเข้าพื้นที่และผู้สื่อข่าวปาเลสไตน์ถูกสังหารอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการจำกัดการเข้าถึงพื้นที่ขององค์กรพัฒนาเอกชนยิ่งทำให้การเป็นพยานของความรุนแรงและผลกระทบระยะยาวที่เกิดขึ้นกับผู้คนยิ่งลดน้อยลงไปอีกคริสโตเฟอร์ ล็อกเยียร์ เลขาธิการองค์การฯ
องค์การฯ ดำเนินงานในดินแดนปาเลสไตน์ที่ถูกยึดครองมาตั้งแต่ปี 2531 โดยให้บริการด้านการแพทย์ สุขภาพจิต รวมถึงงานด้านจัดหาบริการน้ำและสุขาภิบาลสำหรับพื้นที่ขนาดใหญ่ ในปี 2568 องค์การฯสนับสนุนการให้บริการดูแลเตียงผู้ป่วยในสัดส่วน 1 ใน 5 เตียงกับโรงพยาบาลในพื้นที่ฉนวนกาซา ช่วยดูแลการคลอดจำนวน 1 ใน 3 ของการคลอดทั้งหมด ให้บริการคำปรึกษาผู้ป่วยนอก 913,284 ครั้ง และแจกจ่ายน้ำมากกว่า 700 ล้านลิตร ในเดือนมกราคม 2569 องค์การฯ ให้บริการคำปรึกษาผู้ป่วยนอก83,579 ครั้ง ดูแลผู้ป่วยฉุกเฉิน 40,646 ราย และรักษาผู้ป่วยจากการบาดเจ็บ 5,981 ราย และเพื่อรับมือกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล องค์การฯ ได้วางแผนขยายโครงการในปี 2569 ด้วยงบประมาณ 130 ล้านยูโร (4.8 พันล้านบาท) ซึ่งขณะนี้การสนับสนุนงบประมาณดังกล่าวอยู่ท่ามกลางความไม่แน่นอน
ข้อกำหนดการจดทะเบียนใหม่ที่เข้มงวดซึ่งถูกใช้เป็นข้ออ้างในการขัดขวางความช่วยเหลือเกิดขึ้นพร้อมกับแผนการรณรงค์โจมตีที่มุ่งเป้าทำลายองค์การแพทย์ไร้พรมแดนโดยใช้ช่องทางออนไลน์ในระดับโลกที่ทำอย่างเป็นระบบ แผนการรณรงค์การโจมตีดังกล่าวได้รับการสนับสนุนโดยรัฐบาลอิสราเอล
“การรณรงค์เพื่อลดความน่าเชื่อถือที่ตั้งอยู่บนข้อกล่าวหาที่ไม่เป็นความจริงและไม่มีหลักฐาน มีเป้าหมายเพื่อบ่อนทำลายองค์การฯ ปิดกั้นเสียงและความคิดเห็น และขัดขวางการให้บริการด้านสุขภาพ” คริสโตเฟอร์ ล็อกเยียร์ กล่าว “ในบริบทที่ผู้สื่อข่าวต่างชาติถูกห้ามเข้าพื้นที่และผู้สื่อข่าวปาเลสไตน์ถูกสังหารอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการจำกัดการเข้าถึงพื้นที่ขององค์กรพัฒนาเอกชนยิ่งทำให้การเป็นพยานของความรุนแรงและผลกระทบระยะยาวที่เกิดขึ้นกับผู้คนยิ่งลดน้อยลงไปอีก”