Skip to main content
เหตุฉุกเฉิน เวเนซุเอลา: ปฏิบัติการรับมือขององค์การฯ กรณีเหตุแผ่นดินไหว อ่านเพิ่มเติม

    บังกลาเทศ: คำบอกเล่าของผู้ป่วยชาวโรฮิงญา วิกฤตที่รุนแรงขึ้นจากการลดความช่วยเหลือด้านอาหารครั้งใหม่

    Rohingya patient with child

    โรฮิมา (Rohima)* ผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญา (Rohingya) วัย 24 ปี อาศัยอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยในค็อกซ์บาซาร์ (Cox’s Bazar) มาตั้งแต่หลบหนีความรุนแรงในเมียนมา (Myanmar) เมื่อปี 2560 ปัจจุบันเธอเป็นแม่ของลูก 4 คน และกำลังเผชิญความท้าทายที่เพิ่มขึ้น หลังความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมลดลงเหลือ 10 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 320 บาท) ต่อคน บังกลาเทศ (Bangladesh) 2569 © Farah Tanjee/MSF (*ชื่อได้รับการเปลี่ยนแปลง)

    ในเดือนเมษายน 2569 โครงการอาหารโลก (World Food Programme – WFP) ได้เปลี่ยนระบบบัตรคูปองช่วยเหลือด้านอาหารในอัตราเดียวกันสำหรับผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาในบังกลาเทศเป็นการช่วยเหลือที่อิงตามระดับความจำเป็น โดยครัวเรือนที่เผชิญความไม่มั่นคงทางอาหารอย่างรุนแรงที่สุดจะได้รับความช่วยเหลือ 12 ดอลลาร์สหรัฐ (384 บาท) ต่อคนต่อเดือน ครัวเรือนที่เผชิญความไม่มั่นคงทางอาหารในระดับสูงจะได้รับ 10 ดอลลาร์สหรัฐ (320 บาท) และครัวเรือนที่มีภาวะความไม่มั่นคงทางอาหารจะได้รับ 7 ดอลลาร์สหรัฐ (224 บาท) ในค็อกซ์บาซาร์ (โดยในพื้นที่บาซัน ชาร์ (Bhasan Char) จะได้รับเงินช่วยเหลือสูงกว่าเล็กน้อย) 

    “เราไม่สามารถหาเลี้ยงครอบครัวให้เพียงพอได้อีกต่อไป ฉันต้องตัดสินใจเลือกรับเพียงบางอย่าง เพื่อให้ครอบครัวมีโอกาสได้รับสิ่งของเพิ่มเติม" 

    ฉันชื่อโรฮิมา (Rohima)* ฉันอายุ 24 ปี เป็นเวลาเกือบ 9 ปีแล้วนับตั้งแต่วันที่เราเดินทางมาถึงบังกลาเทศครั้งแรก หลังจากหลบหนีความรุนแรง การยิง และการสู้รบในเมียนมาเมื่อปี 2560 ทันทีที่ข้ามพรมแดนมา ฉันถูกพาไปที่ค็อกซ์บาซาร์เพื่อรับการรักษาพยาบาล และใช้เวลาหนึ่งเดือนกว่าจะฟื้นตัว

    เมื่อเราเดินทางมาถึงครั้งแรก รัฐบาลให้ความช่วยเหลือจำนวน 12 ดอลลาร์สหรัฐ (384 บาท) ต่อคน ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ครอบครัวของเรามีสมาชิกเพิ่มขึ้นเป็น 6 คน ได้แก่ สามีของฉัน ลูก 4 คน และตัวฉันเอง ตอนนี้ครอบครัวของเราขยายใหญ่ขึ้น จำนวนความช่วยเหลือจึงลดลงเหลือ 10 ดอลลาร์สหรัฐ (320 บาท) เราไม่สามารถยังชีพได้อีกต่อไปแล้ว จากเงินช่วยเหลือ 10 ดอลลาร์สหรัฐ (320 บาท) รวมกับอาหารปันส่วนที่เราได้รับ ของพวกนี้อยู่ได้แค่ 15 วันเท่านั้น และเพื่อให้อยู่รอด ฉันต้องตัดสินใจเลือกในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ โดยนับตั้งแต่มีการลดความช่วยเหลือ ฉันหยุดรับส่วนแบ่งข้าวของตัวเองทั้งหมด เพื่อที่จะนำเงินไปซื้อสิ่งจำเป็นอื่นๆ เช่น ไข่ เนื้อไก่ น้ำมัน และแป้ง สำหรับลูกเล็กๆ ที่เจ็บป่วยของฉัน** 

    สามีของฉันป่วยหนักและไม่สามารถทำงานใช้แรงงานได้ เขาได้รับบาดเจ็บจากการเล่นฟุตบอลในเมียนมา และมีอาการปวดเมื่อยตามร่างกายอย่างต่อเนื่องไม่หาย ปวดหน้าอก ปวดกล้ามเนื้อ และขาบวม นอกจากนี้ ลูกๆ ของเรายังเจ็บป่วยบ่อยครั้ง ตอนนี้ฉันอยู่ที่คลินิกองค์การแพทย์ไร้พรมแดน (Doctors Without Borders / Médecins Sans Frontières - MSF) เนื่องจากลูกชายคนเล็กของฉันมีไข้สูงมากจนขยัยตัวไม่ได้ หมอรับเขาไว้รักษาและอธิบายว่าสาเหตุมาจากปัญหาที่ต่อมทอนซิล 

    เนื่องจากเราไม่มีเงิน ฉันจึงไม่สามารถพาสามีไปหาหมอได้บ่อยๆ ในช่วง 15 วันที่เหลือของเดือนหลังจากอาหารปันส่วนหมดลง สามีของฉันต้องไปนั่งรับจ้างทำงานให้คนอื่นที่ร้านค้าเพื่อหารายได้เล็กน้อย เรายังซื้อของเพิ่มเติมบางอย่างเพื่อนำไปขายต่อ 

    ฉันรู้สึกขอบคุณรัฐบาลบังกลาเทศที่ให้ที่พักพิงกับเรา แต่ความช่วยเหลือด้านอาหารในปัจจุบัน ซึ่งบางคนได้รับ 7 ดอลลาร์สหรัฐ (224 บาท) บางคนได้รับ 10 ดอลลาร์ สหรัฐ (320 บาท) กำลังสร้างความยากลำบากอย่างรุนแรง ทั้งแม่ของฉันและแม่สามีของฉันต่างได้รับเพียง 7 ดอลลาร์สหรัฐ (224 บาท) ต่อคน พวกเธอกำลังเผชิญความทุกข์ยากอย่างมาก  เมื่อหวนนึกถึงความสงบสุขที่เราสูญเสียไป ความเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และความยากลำบากในการใช้ชีวิตโดยไม่มีรายได้ ทำให้ฉันรู้สึกสิ้นหวังอย่างที่สุด  

    Rohingya patient

    ซาเดกา (Sadeka) ผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาวัย 30 ปี อาศัยอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยในค็อกซ์บาซาร์มาเกือบ 9 ปี ในฐานะแม่ของลูก 6 คน ทุกๆ วันเธอต้องรับภาระดูแลความเป็นอยู่ของครอบครัวที่มีสมาชิก 9 คน ท่ามกลางความยากลำบากจากความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมที่ลดลงอย่างมาก นับตั้งแต่ความช่วยเหลือด้านอาหารลดลงเหลือขั้นต่ำ 7 ดอลลาร์สหรัฐ (224 บาท) ต่อคน อาหารที่ครอบครัวเธอสามารถเข้าถึงได้มีความจำกัดมากขึ้นต่อเนื่อง บังกลาเทศ 2569 © Farah Tanjee/MSF

    “สภาพความเป็นอยู่ท่ามกลางความหิวโหยและข้อจำกัดในการใช้ชีวิตกำลังส่งผลกระทบต่อลูกๆ ของฉัน”

    ฉันชื่อซาเดกา (Sadeka) ฉันอายุ 30 ปี บังกลาเทศเป็นบ้านของเรามาเกือบ 9 ปีแล้ว ครอบครัวของฉันเป็นครอบครัวใหญ่ เราอยู่กัน 9 คนในบ้านหลังเดียว สามีของฉัน น้องเขย ลูกๆ 6 คน และตัวฉัน

    ปัจจุบัน เราได้รับเพียง 7 ดอลลาร์สหรัฐ (224 บาท) ต่อคนต่อเดือน ก่อนเดือนเมษายน เราเคยได้รับ 12 ดอลลาร์สหรัฐ (384 บาท) เมื่อเราได้รับเงิน 12 ดอลลาร์สหรัฐ เงินจำนวนนี้เพียงพอที่จะซื้ออาหารหลากหลายชนิดกลับบ้าน เช่น พริก น้ำมัน ขมิ้น น้ำตาล ถั่วเลนทิล และเกลือ แต่นับตั้งแต่ความช่วยเหลือลดลงเหลือ 7 ดอลลาร์สหรัฐ เงินจำนวนนี้ไม่เพียงพออีกต่อไป หากฉันต้องการซื้ออาหารให้ครบทุกอย่างเหมือนเดิม เงินก็จะหมดลงทันที ตอนนี้เรากินข้าววันละสามมื้อ อาหารในแต่ละวันโดยทั่วไปประกอบด้วยปลาตากแห้งกับข้าวในตอนเช้า ผักในมื้อกลางวัน และแกงเพียงหนึ่งอย่างกับข้าวในตอนกลางคืน 

    สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลง เนื่องจากทางการลดจำนวนอาหารปันส่วนของเราโดยเฉพาะ เพราะในครอบครัวของเรามีสมาชิกอายุ 18 ปี พวกเขาถือว่าคนเหล่านี้เป็น “ผู้ที่สามารถทำงานได้” แต่เราไม่มีสิทธิ์ทำงาน ลูกชายที่โตแล้วของฉันไม่สามารถทำงานภายในค่ายได้ และไม่ได้รับอนุญาตให้ออกไปหางานข้างนอก หากพวกเขาถูกมองว่าสามารถทำงานได้ แต่กลับถูกห้ามไม่ให้ทำงาน แล้วพวกเขาควรทำอย่างไรเมื่อความช่วยเหลือด้านอาหารถูกลดลง สามีของฉันก็ไม่มีรายได้ที่แน่นอนเช่นกัน เขาเพียงได้รับงานแรงงานรายวันกับองค์กรอื่นเป็นครั้งคราว อาจเดือนละครั้ง หรือประมาณ 10 วันทุกสองถึงสามเดือน 

    สภาพความเป็นอยู่ท่ามกลางความหิวโหยและข้อจำกัดนี้กำลังส่งผลกระทบต่อลูกๆ ของฉัน ลูกชายทั้งสี่คนของฉันเคยเรียนหนังสือ แต่พวกเขามองไม่เห็นอนาคตที่นี่ พวกเขาถามฉันว่า “เราจะทำอย่างไรหากยังต้องอยู่ในค่าย เราทำงานที่นี่ไม่ได้ แล้วเราจะอยู่ต่อไปเพื่ออะไร” 

    แค่คิดถึงสถานการณ์ของเรา ฉันก็รู้สึกเจ็บปวดมากแล้ว ตอนนี้ฉันอยู่ที่โรงพยาบาล เพราะลูกสาววัย 1 ขวบของฉันมีปัญหาในการหายใจและมีอาการไอ เธอยังเล็กมาก และเป็นเรื่องยากมากที่จะจัดหาอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการให้เธอได้ทุกวัน การใช้ชีวิตแบบนี้มาตั้งแต่วันที่เราจากประเทศของเรามา ทำให้ฉันเจ็บปวดอย่างมาก การไม่ได้รับอาหารปันส่วนที่เพียงพอเป็นความทุกข์ที่รบกวนจิตใจอยู่ตลอดเวลา จากนั้น การเห็นลูกๆ ของฉันพยายามหาทางไปจากที่นี่ เพราะพวกเขามองไม่เห็นหนทางที่จะอยู่รอดที่นี่ ก็เป็นความทุกข์อีกอย่างหนึ่ง พวกเขาไม่รู้จักสิ่งอื่นใด พวกเขาไม่สามารถทำอะไรได้ และเรากำลังใช้ชีวิตท่ามกลางความยากลำบากอย่างมาก 

    Rohingya patient talking with MSF staff

    นูรูล อามิน (Norul Amin) วัย 66 ปี เป็นผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาที่อาศัยอยู่ในชุมชนผู้ลี้ภัยที่ใหญ่ที่สุดในโลกในค็อกซ์บาซาร์ ประเทศบังกลาเทศ ณ เดือนมิถุนายน 2569 เขาต้องรับภาระดูแลเป็นอยู่ของสมาชิกครอบครัว 9 คนในแต่ละวัน ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่มั่นคงทางอาหารรุนแรง บังกลาเทศ 2569 © Farah Tanjee/MSF

    “ถ้าคุณไม่มีอะไรจะกิน ทุกอย่างจะวุ่นวาย เวลานี้ สันติภาพหมายถึงเพียงการได้กินอาหารและมีชีวิตอยู่ต่อไป” 

    ผมชื่อนูรูล อามิน ผมอายุ 66 ปี เราเดินทางมาที่นี่จากเมียนมา หลังจากต้องเผชิญความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส ที่เมียนมา เรามีทุกอย่าง เรามีที่ดิน 22 กานี (kani) (ประมาณ 8.8 เอเคอร์ หรือประมาณ 22.2 ไร่) บ้านดิน และปศุสัตว์ ในเช้าวันหนึ่งของปี 2560 เราถูกบังคับให้หลบหนีออกจากบ้านตัวเอง หลังจากเดินทางผ่านเส้นทางที่ยากลำบากมากมาย ในที่สุดเราก็มาถึงบังกลาเทศ ถือเป็นเรื่องน่าขอบคุณอย่างยิ่งที่บังกลาเทศให้ที่พักพิงและความช่วยเหลือด้านอาหารกับเราซึ่งทำให้เรายังดำรงชีวิตอยู่ได้ 

    แต่ขณะนี้ผมได้รับความช่วยเหลือด้านอาหารเพียง 7 ดอลลาร์สหรัฐ (224 บาท) ต่อคน ความช่วยเหลือที่ลดลงนี้ทำให้เราอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากมาก ครอบครัวของผมมีสมาชิก 6 คน ได้แก่ ภรรยาของผม ลูกชายสองคน และลูกสาวสองคน นอกจากนี้ ลูกชายคนโตของผมยังมีปัญหาด้านสุขภาพจิต ส่วนลูกสาววัย 17 ปีของฉันสูญเสียความสามารถในการพูด 

    แม้ว่าร่างกายของผมจะมีข้อจำกัด ผมเดินไปที่สำนักงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยใช้ไม้เท้าเพื่ออธิบายสถานการณ์ของครอบครัว ผมแจ้งพวกเขาว่าเนื่องจากผมมีสมาชิกในครอบครัวสองคนที่มีความพิการ เราควรมีสิทธิ์ได้รับความช่วยเหลือทางการเงินเพิ่มเติม แต่พวกเขาไม่สามารถช่วยเหลือผมได้โดยตรง พวกเขาได้แต่บันทึกข้อมูลของเราไว้และแจ้งว่าเรื่องนี้อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบขององค์การสหประชาชาติ (United Nations – UN) และพวกเขาจะสามารถเพิ่มความช่วยเหลือได้ก็ต่อเมื่อได้รับคำสั่งมา 

    นับตั้งแต่ความช่วยเหลือลดลงเหลือ 7 ดอลลาร์สหรัฐ (224 บาท) เราแทบไม่ได้รับอะไรเลย ตอนนี้ ผมตื่นขึ้นมาในตอนเช้าและดื่มแค่น้ำร้อนหนึ่งถ้วย จากนั้นก็เหมือนกับต้องอดอาหารไปตลอดทั้งวัน ในช่วงฤดูมะม่วง เราเก็บมะม่วงดิบมาทำซุปมะม่วงอาเมอร์ คาซี (Amer Kazi) เผาพริกบางส่วน และเก็บผักป่ามาปรุงอาหาร นี่คือวิธีที่เราดำรงชีวิตอยู่ หากท้องของคุณอิ่ม โลกทั้งใบก็สงบสุขจริงไหม แต่หากคุณไม่มีอะไรจะกิน ทุกอย่างจะวุ่นวาย เวลานี้สันติภาพหมายถึงเพียงแค่การได้กินอาหารและมีชีวิตอยู่ต่อไป 

    ในสถานการณ์นี้ ผมรู้สึกทุกข์ทรมานและกระวนกระวายใจอย่างมาก หากผมสามารถกลับไปยังเมียนมาได้ในตอนนี้ ผมจะกลับไป ถ้าสภาพแวดล้อมที่นั่นปลอดภัยขึ้น เราจะกลับไปอย่างแน่นอน ที่นั่นเราไม่จำเป็นต้องซื้อปลา เรากินผักที่ปลูกบนที่ดินของเราเองได้ ผมรู้ว่าผมจะไม่ได้ปศุสัตว์ของเรากลับคืนมา แต่อย่างน้อยผมอาจได้ที่ดินของผมกลับคืนมา ตอนกลางคืนผมนอนไม่หลับเมื่อคิดถึงเมียนมา ผมคิดถึงบ้านเกิดของผมมากเหลือเกิน 

    *ชื่อได้รับการเปลี่ยนแปลง

    **สำหรับเด็กที่กำลังเติบโต อาหารง่ายๆ อย่างข้าวและถั่วเลนทิลผสมกัน (khichuri) กับไข่ ไม่ใช่เพียงมื้ออาหารพื้นฐานเท่านั้น แต่ยังให้โปรตีนและสารอาหารรอง (micronutrients) ที่จำเป็นครบถ้วนและสำคัญต่อพัฒนาการของสมองและการฟื้นฟูระบบภูมิคุ้มกัน เมื่อความช่วยเหลือด้านอาหารลดลงเหลือ 7 ดอลลาร์สหรัฐ (224 บาท) อาหารที่เป็นแหล่งโปรตีนสำคัญเหล่านี้มักเป็นวัตถุดิบอันดับต้นที่หายไปจากมื้ออาหารของครอบครัว