Skip to main content
เหตุฉุกเฉิน เวเนซุเอลา: ปฏิบัติการรับมือขององค์การฯ กรณีเหตุแผ่นดินไหว อ่านเพิ่มเติม

    ปาปัวนิวกินี: เสริมสร้างการดูแลรักษาโรคมะเร็งตลอดเส้นทางการรักษาของผู้ป่วยในจังหวัดโมโรเบ

    Palliative care ward at ANGAU Hospital in Papua New Guinea

    หอผู้ป่วยดูแลแบบประคับประคองของโรงพยาบาลจังหวัดอังเกาเมโมเรียล (ANGAU Memorial Provincial Hospital)  จังหวัดโมโรเบ (Morobe Province) พยาบาลใหม่กำลังดูแลผู้ป่วยระหว่างการฝึกปฏิบัติงานจริงที่นำโดยองค์การแพทย์ไร้พรมแดน (Doctors Without Borders / Médecins Sans Frontières – MSF) เพื่อพัฒนาการดูแลรักษาแบบประคับประคองร่วมกับโรงพยาบาล ปาปัวนิวกินี (Papua New Guinea) 2569 © MSF

    แม้ว่าประเทศจะเผชิญปัญหาด้านสาธารณสุขหลายประการ ทั้งข้อจำกัดในการเข้าถึงพื้นที่เนื่องจากภูมิประเทศที่เป็นภูเขา โครงสร้างพื้นฐานที่ไม่เพียงพอ การขาดแคลนงบประมาณ และการตระหนักรู้ด้านสุขภาพของประชาชนที่อยู่ในระดับต่ำ แต่โรคมะเร็งเป็นปัญหาที่มีลักษณะเฉพาะตัวเนื่องจากการดำเนินโรคที่รวดเร็ว ความรุนแรงของผลกระทบ และการที่ผู้ป่วยขาดทางเลือกในการรักษาที่เข้าถึงได้ โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทและพื้นที่ห่างไกลซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ

    ความเหลื่อมล้ำสูงในการเข้าถึงบริการสาธารณสุข การขาดความรู้ความเข้าใจด้านสุขภาพ และความเชื่อทางวัฒนธรรม ล้วนทำให้สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลง ปัจจุบัน ความเหลื่อมล้ำสุดขั้วด้านฐานะทางเศรษฐกิจของแต่ละบุคคลและการเข้าถึงทรัพยากรด้านสุขภาพ ทำให้มีประชากรเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ได้รับการรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น" โรเบิร์ต เคอันโก (Robert Keango) หัวหน้าคณะผู้แทนขององค์การฯ ประจำปาปัวนิวกินี (MSF Head of Mission) กล่าว 

    "หลายครั้งการตัดสินใจเข้ารับการรักษาขึ้นอยู่กับครอบครัวว่าพร้อมจะละทิ้งความเชื่อที่เชื่อมโยงความเจ็บป่วยกับไสยศาสตร์เข้าด้วยกันได้หรือไม่ ต่อจากนั้นขึ้นอยู่กับว่าพวกเขามีกำลังทรัพย์เพียงพอเพื่อจ่ายค่าเดินทางไปยังสถานพยาบาลหรือไม่ เมื่อเดินทางมาถึง ผู้ป่วยมักต้องเผชิญกับสถานการณ์ขาดแคลนแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงทางเลือกในการคัดกรองและการรักษาที่มีอยู่อย่างจำกัด โดยสรุป ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักมารับการรักษาเมื่อโรคลุกลามไปมากแล้ว”

    คาดว่าจำนวนสถิติผู้ป่วยโรคมะเร็งจะเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 30 ภายในปี 2573

    โดยในปี 2565 มีการประเมินว่ามีผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็งจำนวน 7,200 คน และการคาดการณ์ยังระบุว่าภายในปี 2573 ปาปัวนิวกินีอาจมีผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่ประมาณ 16,506 รายต่อปี ข้อมูลตัวเลขประมาณการเหล่านี้เป็นข้อมูลจากองค์กรวิจัยมะเร็งนานาชาติ (International Agency for Research on Cancer - IARC) และฐานข้อมูลสากลโกลบอลแคน (GLOBOCAN) ซึ่งเป็นฐานข้อมูลสถิติมะเร็งทั่วโลกจากองค์การอนามัยโลก (World Health Organization – WHO) เชื่อว่าตัวเลขดังกล่าวต่ำกว่าภาระโรคที่แท้จริงอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากผู้ป่วยจำนวนมากไม่ได้รับการวินิจฉัยหรือไม่ได้รายงานเข้าสู่ระบบ

    “สำหรับประชาชนจำนวนมากในปาปัวนิวกินี การได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งมักหมายถึงการต้องเผชิญกับความเจ็บปวด ความไม่แน่นอน และการต้องรับมือกับระบบสาธารณสุขที่กำลังเผชิญความยากลำบากในรองรับกับความต้องการที่เพิ่มขึ้น” อิโว จูเลียว (Ivo Juliao) ผู้ประสานงานโครงการด้านโรคมะเร็งขององค์การฯ (Cancer Initiative Coordinator) ในจังหวัดโมโรเบอธิบาย

    ความท้าทายหลายประการเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดสถานการณ์ดังกล่าว โดยนอกจากการที่ผู้ป่วยจำนวนมากเข้ารับการรักษาเมื่อโรคลุกลามแล้ว ระบบสาธารณสุขยังมีขีดความสามารถจำกัดในการวินิจฉัยและการรักษาที่เหมาะสมได้ทันท่วงที การเข้าถึงการผ่าตัดมีข้อจำกัด การจัดหายาเคมีบำบัด (Chemotherapy) ขาดความต่อเนื่อง และบริการรังสีรักษา (Radiotherapy) ยังไม่เพียงพอ การดูแลรักษาโรคมะเร็งยังมีข้อจำกัดมาก โดยมีสถานพยาบาลเพียงสองแห่งทั่วประเทศเท่านั้นที่สามารถให้บริการบางประเภทได้ และยังมีปัญหาเรื่องการเข้าถึงการดูแลรักษาแบบครบวงจร 

    “เมื่อฉันได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเต้านม (Breast Cancer) โรคก็อยู่ในระยะลุกลามแล้ว ทำให้ต้องผ่าตัดเต้านมออกทั้งสองข้าง” ผู้ป่วยรายหนึ่งที่เข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยที่ดูแลแบบประคับประคองของโรงพยาบาลอังเกาเมโมเรียล ในเมืองเล (Lae) จังหวัดโมโรเบ ซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันดับ 2 ของปาปัวนิวกินีเล่า 

    การดูแลแบบประคับประคองไม่ได้มีเป้าหมายเพียงการจัดการอาการในระยะท้ายของชีวิตเท่านั้น แต่เป็นการเพิ่มคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น ช่วยบรรเทาความเจ็บปวดทรมาน และฟื้นคืนศักดิ์ศรีให้แก่ผู้ป่วยและครอบครัว
    โอเวน มกาวี (Owen Mgawi) ผู้จัดการงานพยาบาล

    ช่องว่างในการรักษาโรคมะเร็ง

    โรงพยาบาลอังเกาเมโมเรียลเป็นศูนย์ส่งต่อผู้ป่วยโรคมะเร็งแห่งเดียวของประเทศ โดยมีการประเมินว่าผู้ป่วยโรคมะเร็งร้อยละ 80 ถึง 90 ที่ได้รับการวินิจฉัยที่โรงพยาบาลแห่งนี้จำเป็นต้องได้รับการดูแลในระยะท้ายของชีวิต เนื่องจากเข้ารับการรักษาในระยะที่โรคลุกลามเกินกว่าจะรักษาให้หายได้ และด้วยบริการดูแลแบบประคับประคองที่มีอยู่อย่างจำกัดมากในปาปัวนิวกินี ผู้ป่วยจำนวนมากจึงต้องเผชิญความเจ็บปวดทางร่างกายอย่างยาวนานและทั้งที่เป็นความจำเป็นที่หลีกเลี่ยงได้ รวมถึงอาการหายใจลำบาก คลื่นไส้ รู้สึกวิตกกังวล หวาดกลัว และการสูญเสียศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในช่วงเวลาที่เปราะบางที่สุดของชีวิต ขณะที่ครอบครัวต้องแบกรับภาระในการดูแลโดยขาดทั้งความรู้และเครื่องมือที่จำเป็นในการช่วยบรรเทาความทุกข์ทรมานของผู้ป่วย ในบริบทเช่นนี้ ความจำเป็นในการดูแลแบบประคับประคองจึงเป็นเรื่องเร่งด่วนและมีความสำคัญอย่างยิ่ง 

    “การดูแลแบบประคับประคองไม่ได้มีเป้าหมายเพียงการจัดการอาการในระยะท้ายของชีวิตเท่านั้น แต่เป็นการเพิ่มคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น ช่วยบรรเทาความเจ็บปวดทรมาน และฟื้นคืนศักดิ์ศรีให้แก่ผู้ป่วยและครอบครัว โดยเริ่มตั้งแต่วินาทีที่ได้รับการวินิจฉัยโรค” โอเวน มกาวี (Owen Mgawi) ผู้จัดการงานพยาบาลขององค์การฯ (Nursing Activity Manager) ในจังหวัดโมโรเบ กล่าว

    องค์การแพทย์ไร้พรมแดนได้ริเริ่มโครงการมะเร็งโมโรเบ (Morobe Cancer Initiative) เมื่อเดือนกันยายน 2568 โดยทำงานร่วมกับหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว

    “โครงการระยะยาวนี้มีฐานปฏิบัติงานอยู่ที่โรงพยาบาลอังเกาเมโมเรียลมีเป้าหมายเพื่อสร้างความต่อเนื่องในการดูแลรักษาโรคมะเร็งในพื้นที่จังหวัดโมโรเบ ผ่านการสนับสนุนการพัฒนาระบบสาธารณสุขอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ยังมุ่งผลักดันให้การดูแลแบบประคับประคองเป็นองค์ประกอบหลักของแนวทางการรักษาโรคมะเร็งโดยเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงบริการที่ครอบคลุมและไม่มีค่าใช้จ่าย” อิโวกล่าวเพิ่มเติม 

    Nurse manager sees a patient assisted by a newly recruited nurse

    ซิสเตอร์ อาเบล (Sister Abel) หัวหน้าพยาบาล (Nurse Manager) หอผู้ป่วยดูแลแบบประคับประคองของโรงพยาบาลอังเกาเมโมเรียล กำลังตรวจเยี่ยมผู้ป่วยพร้อมกับเจ้าหน้าที่พยาบาลรายใหม่ ปาปัวนิวกินี 2569 © MSF

    การพัฒนาศักยภาพพยาบาลคือหัวใจสำคัญของโครงการ

    “พยาบาลคือผู้ที่ใช้เวลาอยู่กับผู้ป่วยมากที่สุด พวกเขาเป็นคนแรกที่สังเกตเห็นความเจ็บปวด ความทุกข์ทรมาน และอาการผู้ป่วยที่เปลี่ยนแปลง ดังนั้น ความสามารถในการประเมินอาการ การดูแลให้ผู้ป่วยมีความสุขสบาย การสื่อสารที่ชัดเจน และให้การดูแลด้านจิตใจและจิตวิญญาณ เป็นองค์ประกอบสำคัญของการดูแลแบบประคับประคองที่มีคุณภาพ” โอเวนกล่าวเพิ่มเติม 

    องค์การฯ จัดการฝึกอบรมทั้งภาคทฤษฎีและการฝึกปฏิบัติงานจริงเกี่ยวกับหลักการดูแลแบบประคับประคอง การประเมินอาการ การดูแลบาดแผล ตลอดจนการให้การดูแลด้านจิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ ทั้งนี้ ตลอดกระบวนการฝึกอบรม พยาบาลจะได้รับการฝึกให้ใช้เครื่องมือประเมินระดับความเจ็บปวดเพื่อให้วัดระดับความปวดได้ถูกต้องและรองรับด้วยแนวทางการรักษาที่เหมาะสม องค์การฯ ยังช่วยให้เจ้าหน้าที่พยาบาลสามารถถ่ายทอดความรู้แก่ครอบครัวเกี่ยวกับการจัดการยาเมื่อกลับไปดูแลผู้ป่วยต่อที่บ้านเพื่อลดความกังวลในการใช้ยาและป้องกันการใช้ยาที่ไม่เหมาะสม

    นอกเหนือจากการฝึกอบรมทางคลินิกแล้ว องค์การฯ ยังช่วยให้พยาบาลสามารถประเมินความต้องการด้านการสนับสนุนทางอารมณ์ สังคม และจิตวิญญาณของผู้ป่วย รวมถึงเชื่อมโยงผู้ป่วยกับนักสังคมสงเคราะห์หรือบริการสนับสนุนอื่นๆ

    “เมื่อผู้คนป่วยหนักมาก บางคนเริ่มรู้สึกว่าความเจ็บป่วยของตนคือการถูกลงโทษ หรือรู้สึกว่าพระเจ้าได้ทอดทิ้งพวกเขาแล้ว” โอเวนอธิบาย “การตระหนักถึงความรู้สึกเหล่านี้และเชื่อมโยงผู้ป่วยให้ได้รับการช่วยเหลือที่เหมาะสมเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งของการดูแลแบบประคับประคอง” 

    A view of the cancer ward

    ภาพหอผู้ป่วยโรคมะเร็งของโรงพยาบาลอังเกาเมโมเรียลในจังหวัดโมโรเบ ปาปัวนิวกินี 2569 © MSF

    ที่โรงพยาบาลอังเกาเมโมเรียล บรรยากาศภายในหน่วยดูแลแบบประคับประคองเปลี่ยนแปลงไป ผู้ป่วยเปิดรับการรักษามากขึ้น ขณะที่เจ้าหน้าที่พยาบาลกล่าวว่าขณะนี้พวกเขาสามารถให้การดูแลด้วยความเข้าใจและความมั่นใจมากขึ้น อาเบล หัวหน้าพยาบาลมักพูดถึงการเปลี่ยนแปลงนี้ว่า “ความมหัศจรรย์จากแนวทางขององค์การฯ ใช้ได้ผลจริง”

    การเสริมสร้างทักษะของพยาบาลไม่เพียงช่วยยกระดับความสุขสบายและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยในระยะสั้นเท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างศักยภาพระยะยาวให้กับระบบสาธารณสุขของจังหวัดอีกด้วย การเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดขึ้นได้จากเครื่องมือทางการแพทย์หรือยาเท่านั้น แต่ยังเกิดจากองค์ความรู้ ทักษะ และการอยู่เคียงข้างผู้ป่วย 

    โรคมะเร็งจะยังคงเป็นความท้าทายสำคัญของปาปัวนิวกินีไปอีกหลายปีข้างหน้า แต่ความทุกข์ทรมานเป็นสิ่งที่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ในบริบทที่ผู้ป่วยโรคมะเร็งเคยต้องเผชิญกับความเจ็บปวด ความหวาดกลัว และความโดดเดี่ยวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โครงการนี้มุ่งทำให้การดูแลรักษาเข้าถึงได้มากขึ้น และช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการบรรเทาความทุกข์ทรมานอย่างเหมาะสม โดยนำบริการต่างๆ เข้าไปให้ใกล้ผู้ป่วยและชุมชนมากยิ่งขึ้น