หนึ่งทศวรรษให้หลังการโจมตีที่เมืองคุนดุซ
เมื่อสิบปีที่แล้วกลางดึกวันที่ 3 ตุลาคม 2558 ศูนย์อุบัติเหตุคุนดูซ (Kunduz trauma centre) ถูกโจมตีทางอากาศอย่างรุนแรงและนานเป็นเวลากว่าหนึ่งชั่วโมงโดยกองทัพสหรัฐฯ (U.S. Armed Force) อาคารหลักของโรงพยาบาลซึ่งเป็นที่ตั้งของห้องดูแลผู้ป่วยหนัก (intensive care unit) ห้องฉุกเฉิน (emergency rooms) ห้องปฏิบัติการ (laboratory) ห้องเอกซเรย์ (x-ray) แผนกผู้ป่วยนอก (outpatient department) หน่วยสุขภาพจิตและกายภาพบำบัด (mental health and physiotherapy ward) ตกเป็นเป้าหมายการโจมตีหลายต่อหลายครั้ง
เมื่อเปลวเพลิงสงบ ฝุ่นจางลง และเริ่มสามารถติดต่อกับผู้รอดชีวิตได้ก็พบว่ามีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 42 คน ในจำนวนนี้เป็นผู้ป่วย 24 คน เจ้าหน้าที่องค์การฯ จำนวน 14 คน และผู้ดูแลผู้ป่วยอีก 4 คน ผู้ป่วยบางคนถูกเผาไหม้จนเสียชีวิตบนเตียง บางคนศีรษะหรือแขนขาขาด ขณะที่บางคนถูกยิงจากทางอากาศขณะพยายามหนีออกจากอาคารที่ไฟกำลังลุกไหม้ จนถึงปัจจุบันเหตุการณ์นี้ถือเป็นการโจมตีที่รุนแรงที่สุดที่เกิดขึ้นกับโรงพยาบาลแห่งนี้
ร่วมรำลึก: อับดุล มักสูด (Abdul Maqsood), อับดุล ซาลาม (Abdul Salam) โมฮิบุลลาห์ (Mohibullah), นาซีร์ อาหมัด (Naseer Ahmad) โมฮัมหมัด เอนซาน โอสมานี (Mohammad Ehsan Osmani) ลาล โมฮัมหมัด (Lal Mohammad) นาจิบุลลาห์ (Najibullah) ชาฟิกุลลาห์ (Shafiqullah) อามีนุลลาห์ บาจาวรี (Aminullah Bajawri) อับดุล ซาตาร์ ซาฮีร์ (Abdul Satar Zaheer)เซียอุราห์มัน (Ziaurahman) อับดุล นาซีร์ (Abdul Nasir) ซาบิอุลลาห์ (Zabiullah) และทาห์ซิล (Tahseel) ทุกคนผู้จากไปในวันนั้นยังคงอยู่ในความทรงจำของพวกเราเสมอ
ดร. ซาเยด ฮาเม็ด ฮาชีมี (Dr. Sayed Hamed Hashemy) ซึ่งทำงานเป็นศัลยแพทย์ในห้องผ่าตัดในคืนที่มีการโจมตี ได้เดินทางมาที่โรงพยาบาลหลังเกิดเหตุทิ้งระเบิดสองสัปดาห์ เขาเล่าถึงภาพเหตุการณ์ว่า 'ทุกอย่างไหม้เป็นตอตะโก' “เพดานและผนังของห้องผ่าตัดที่ผมทำงานอยู่ในคืนที่เกิดการโจมตีมีรูพรุนเต็มไปหมด ถังออกซิเจนและเตียงผ่าตัดกระจัดกระจาย ราวกับเวลาหยุดนิ่งลง คุณรู้สึกได้ถึงช่วงเวลาที่ทุกคนต่างวางมือจากการทำงาน”
สีที่ผนังร่อนและพองตัวจากความร้อนของเปลวไฟ ชิ้นส่วนโลหะบิดเบี้ยวน่ากลัวผสมกับเศษปรักหักพังบนพื้น และหลังคาบางส่วนทะลุเป็นรูโหว่ ส่งผลให้กิจกรรมทางการแพทย์ขององค์การแพทย์ไร้พรมแดนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอัฟกานิสถาน (northeast Afghanistan) ต้องหยุดชะงักลง
- เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำลายสิ่งใดบ้าง
โครงการขององค์การแพทย์ไร้พรมแดน (Doctors Without Borders / Médecins Sans Frontières – MSF) ที่เมืองคุนดูซเริ่มขึ้นในเดือนสิงหาคม 2554 ในฐานะโรงพยาบาลขนาด 55 เตียงให้การดูแลผ่าตัดฉุกเฉินและการรักษาต่อเนื่องสำหรับผู้ได้รับบาดเจ็บจากระเบิด เศษโลหะ และกระสุนปืน ซึ่งเป็นผลจากเหตุขัดแย้งที่ดำเนินอยู่ในขณะนั้น ก่อนที่จะมีโรงพยาบาลให้บริการในพื้นที่ หากประสบอุบัติเหตุรุนแรงจะต้องเดินทางไกลและเสี่ยงภัยไปยังกรุงคาบูล (Kabul) หรือประเทศปากีสถาน (Pakistan) หรือใช้บริการคลินิกเอกชนที่มีค่าใช้จ่ายสูง หลังจากโรงพยาบาลแห่งนี้เปิดดำเนินการ โรงพยาบาลก็ขยายตัวอย่างรวดเร็วจนมีจำนวนเตียงเพิ่มขึ้นเป็น 70 เตียง และภายในปี 2558 ก็ขยายเป็น 92 เตียง โรงพยาบาลคุนดูซเป็นศูนย์ดูแลผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุเฉพาะทางแห่งเดียวในภาคเหนือของอัฟกานิสถาน (northern Afghanistan)
ในเดือนกันยายน 2558 การสู้รบที่คุนดูซทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อกองกำลังตาลีบัน (Taliban forces) เข้าควบคุมเมืองและสามารถยึดเมืองได้ในที่สุด ก่อนที่จะเสียเมืองคืนอีกครั้งในไม่กี่สัปดาห์ต่อมา โรงพยาบาลตั้งอยู่ในแนวหน้าของการสู้รบและรับผู้บาดเจ็บจำนวนมาก จึงได้เพิ่มจำนวนเตียงเป็น 110 เตียง และต่อมาเป็น 150 เตียง ผู้ป่วยมีจำนวนมากจนกระทั่งเมื่อถึงปลายเดือนกันยายน จำนวนผู้ป่วยล้นโรงพยาบาลจนต้องทำการรักษาผู้ป่วยในสำนักงาน ห้องตรวจ และผู้ป่วยต้องนอนพักฟื้นบนพื้นแทนเตียง ในช่วงเวลานี้ศูนย์อุบัติเหตุคุนดูซยังคงเปิดให้บริการ แม้ว่าอำนาจการควบคุมเมืองจะเปลี่ยนมือไปมา
“เราภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้รักษาทุกคน ไม่ว่าจะเป็น ผู้หญิง ผู้ชาย เด็ก โดยไม่คำนึงถึงเชื้อชาติหรือความเกี่ยวข้องทางการเมือง” ดร. เอสมาตุลลาห์ เอสแมท (Dr. Esmatullah Esmat) ผู้รอดชีวิตจากการโจมตีทางอากาศเมื่อ 10 ปีก่อนและปัจจุบันทำงานเป็นรองที่ปรึกษาทางการแพทย์โครงการศูนย์อุบัติเหตุคุนดูซ (deputy project medical adviser for the Kunduz trauma centre) กล่าวไว้
หลังการโจมตีโรงพยาบาลถูกทำลายอย่างหนักจนไม่สามารถเปิดบริการได้อีกต่อไป การเข้าถึงบริการดูแลสุขภาพฉุกเฉินสำหรับผู้คนนับพันจึงลดลงอย่างมาก ซึ่งขณะนั้นถือเป็นช่วงเวลาที่จำเป็นที่สุด กว่าองค์การแพทย์ไร้พรมแดนจะกลับมาให้บริการทางการแพทย์ในพื้นที่อีกครั้งก็ต้องใช้เวลานานกว่าหนึ่งปี และใช้เวลานานกว่านั้นในการเริ่มให้บริการดูแลผู้บาดเจ็บอีกครั้ง โรงพยาบาลประจำภูมิภาคคุนดูซ (Kunduz regional hospital) ทำงานทุ่มเทอย่างหนักเพื่อปิดช่องว่างด้านความต้องการทางการแพทย์ในช่วงเวลาที่ศูนย์อุบัติเหตุคุนดูซยังไม่พร้อมให้บริการ
องค์การฯ ยังคงให้การสนับสนุนสถานพยาบาลระดับอำเภอ (District Advanced Post – DAP) ในเขตชาเฮอร์ดารา (Chahardara) ซึ่งเป็นอีกเขตหนึ่งในจังหวัดคุนดูซ และอยู่ภายใต้การควบคุมของฝ่ายต่อต้านรัฐบาล เจ้าหน้าที่พยาบาลสามารถให้การดูแลบาดแผลเบื้องต้นแก่ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ อย่างไรก็ตาม การส่งต่อผู้ป่วยไปรับการรักษาต่อที่ศูนย์อุบัติเหตุคุนดูซไม่สามารถทำได้อีกต่อไป การรักษาทางการแพทย์ที่มีอยู่จำกัดและทำได้มีเฉพาะบริการพื้นฐานเท่านั้น ดังนั้น เท่ากับว่าเส้นทางการช่วยชีวิตถูกตัดขาดลงอย่างสิ้นเชิง
- เรื่องราวต่อจากนั้น
องค์การแพทย์ไร้พรมแดนจำเป็นต้องรับรู้และเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและจัดการกับความสูญเสียของผู้ป่วย เพื่อน และเพื่อนร่วมงาน แม้ว่าองค์การแพทย์ไร้พรมแดนจะได้แจ้งพิกัดตำแหน่งจีพีเอส (GPS) ของโรงพยาบาลไปยังกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (U.S. Department of Defense) กระทรวงมหาดไทย (Ministry of Interior Affairs - Afghanistan) และกระทรวงกลาโหมของอัฟกานิสถาน (Ministry of Defense - Afghanistan) และกองทัพสหรัฐฯ (U.S. Armed Force) ในกรุงคาบูลแล้วก็ตาม การโจมตีทางอากาศก็ยังเกิดขึ้น ถึงแม้ว่าหลังเกิดเหตุจะมีการหารือร่วมกันกับเจ้าหน้าที่ของทั้งรัฐบาลสหรัฐฯ (U.S. Government) และรัฐบาลอัฟกานิสถาน (Afghanistan Government) ในทุกระดับ องค์การฯ ไม่มั่นใจว่าการสอบสวนที่เป็นอิสระและเป็นกลางอย่างแท้จริงจะเกิดขึ้นเนื่องจากการสอบสวนดำเนินการโดยผู้ที่เกี่ยวข้อง ด้วยเหตุนี้องค์การแพทย์ไร้พรมแดนจึงเรียกร้องให้มีการสอบสวนอย่างเป็นทางการโดยคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงด้านมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (International Humanitarian Fact-Finding Commission) อย่างไรก็ตาม การสอบสวนนี้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้หากไม่ได้รับความยินยอมจากทั้งรัฐบาลสหรัฐฯ และรัฐบาลอัฟกานิสถาน ในเดือนพฤศจิกายน 2558 องค์การฯ จึงตัดสินใจเผยแพร่รายงานภายใน (internal review) ขององค์กรต่อสาธารณะ
ในเดือนมกราคม 2560 องค์การฯ ตัดสินใจเดินหน้าสร้างโรงพยาบาลศูนย์อุบัติเหตุแห่งใหม่ในพื้นที่อื่นของเมือง และเมื่อได้รับที่ดินพร้อมทั้งดำเนินการเก็บกู้ระเบิดแล้ว การก่อสร้างก็เริ่มต้นในปลายปี 2561 ในขณะเดียวกัน ในเดือนกรกฎาคม 2560 องค์การฯ ได้เปิดคลินิกผู้ป่วยนอกขนาดเล็กที่คุนดูซ เพื่อให้การรักษาผู้ป่วยที่มีบาดแผลและบาดเจ็บจากอุบัติเหตุเล็กน้อย แต่คลินิกนี้ต้องปิดให้บริการในเดือนเมษายน 2566 เนื่องจากการระบาดของโรคโควิด-19 (COVID-19) และไม่ได้เปิดบริการอีกเลยนับตั้งแต่นั้น
ในปี 2564 เมื่อการสู้รบทวีความรุนแรงขึ้นที่คุนดูซ เจ้าหน้าที่องค์การฯ ยังรอคอยการก่อสร้างโรงพยาบาลพยาบาลใหม่ให้แล้วเสร็จ โดยได้ตั้งศูนย์อุบัติเหตุชั่วคราวขนาด 25 เตียงในสำนักงานองค์การฯ เพื่อรักษาผู้บาดเจ็บจากสงคราม ในที่สุดเมื่อวันจันทร์ที่ 16 สิงหาคม 2564 องค์การฯ ได้ย้ายผู้ป่วยทั้งหมดจากศูนย์อุบัติเหตุชั่วคราวไปยังศูนย์อุบัติเหตุคุนดูซแห่งใหม่ ตามที่เจ้าหน้าที่การแพทย์ที่ประจำอยู่ที่นั่นได้กล่าวไว้ว่า “เราให้บริการทางการแพทย์ไปพร้อมกับการก่อสร้าง การทำงานของคนงานก่อสร้างและผู้เกี่ยวข้องนั้นรวดเร็วและน่าทึ่งมาก”
เมื่อเมืองกลับคืนสู่ความสงบหลังสิ้นสุดการสู้รบ การรักษาทางการแพทย์ตามความต้องการของผู้ป่วยจึงเริ่มเปลี่ยนไป แทนที่จะเป็นบาดแผลจากการถูกยิงและระเบิด เจ้าหน้าที่เริ่มเห็นอุบัติเหตุจราจรทางบกเพิ่มขึ้น เนื่องจากผู้คนรู้สึกปลอดภัยมากขึ้นที่จะเดินทาง การเปลี่ยนแปลงที่กล่าวมานี้ยังคงมีเรื่อยมา โดยในปี 2566 มีการเริ่มโครงการดูแลความต้านทานต่อเชื้อจุลชีพ (antimicrobial resistance stewardship programme) และปี 2568 เริ่มให้บริการดูแลผู้ป่วยจากบาดแผลไฟไหม้
คุนดูซ 10 ปีให้หลัง เรายังคงสนับสนุนบริการทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง
ในทุกเช้าเจ้าหน้าที่การแพทย์องค์การฯ จะประเมินอาการของผู้ป่วยในแผนกผู้ป่วยในของโรงพยาบาลคุนดูซ - อัฟกานิสถาน 2568 © Alexandre Marcou/MSF
"เขาอยู่โรงพยาบาลมาหกสัปดาห์แล้ว” พ่อของบูฮานาดิน (Buhanadin) วัย 17 ปี เล่า “เขาตกต้นไม้จนมีบาดแผลรุนแรงมาก” บูฮานาดินต้องเข้ารับการผ่าตัดหลายครั้ง รวมถึงการปลูกถ่ายผิวหนังบริเวณขา (โดยนำผิวหนังจากส่วนอื่นของร่างกายมาใช้) และต้องใช้อุปกรณ์ยึดตรึงกระดูกจากภายนอกเพื่อรักษาอาการ ตอนนี้เขาเริ่มกลับมาเดินได้ช้า ๆ แล้ว - อัฟกานิสถาน 2568 © Alexandre Marcou/MSF
ไฟซุลลาห์ (Faizullah) เป็นคนขับรถตู้โดยสารจากจังหวัดตัคฮาร์ (Takhar province) เขาได้รับบาดเจ็บสาหัสจากอุบัติเหตุทางถนนในเวลากลางคืน เขาไม่มีเงินเพียงพอที่จะจ่ายค่ารักษาในพื้นที่ของตนเอง จึงเดินทางมายังศูนย์อุบัติเหตุคุนดูซขององค์การฯ เพื่อรับการรักษาขาซ้ายโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เขาต้องเดินทางมาจากจังหวัดของเขาสัปดาห์ละครั้งเพื่อติดตามอาการและทำกายภาพบำบัด - อัฟกานิสถาน 2568 © Alexandre Marcou/MSF
ทางเข้าอาคารหลักของศูนย์อุบัติเหตุคุนดุซ องค์การแพทย์ไร้พรมแดน หกปีหลังเหตุโจมตีที่คร่าชีวิตผู้คน องค์การฯ ได้เปิดศูนย์แห่งใหม่นี้ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากสถานที่เดิมประมาณ 1 กิโลเมตร ปัจจุบันให้การรักษาผู้ป่วยที่ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุการจราจรทางบกเป็นหลัก และแม้ว่าความขัดแย้งจะยุติลงแล้วและสถานการณ์ความมั่นคงจะดีขึ้น แต่ยังมีผู้ป่วยที่ได้รับบาดเจ็บจากการปะทะประปราย บาดแผลถูกยิง ระเบิดที่ยังไม่ทำงาน และเหตุการณ์รุนแรงอื่น ๆ มารับการรักษาอยู่เสมอ โดยในช่วงระหว่างเดือนมกราคมถึงกรกฎาคม 2568 มีผู้ป่วยฉุกเฉินเข้ารับการรักษาทั้งหมด 12,431 ราย - อัฟกานิสถาน 2568 © Alexandre Marcou/MSF
ศูนย์อุบัติเหตุคุนดูซในวันนี้
“ลูกชายของฉันบาดเจ็บสาหัสมาก จนฉันหมดหวังว่าเขาจะรอด เพราะแม้แต่ตับของเขายังฉีกขาดเป็นชิ้นๆ” ฟาติมา (Fatima) แม่ของผู้ป่วยคนหนึ่งที่เข้ารับการรักษาในศูนย์อุบัติเหตุคุนดูซขององค์การฯ ในอัฟกานิสถานเมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 เล่าให้ฟัง “เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลทำทุกอย่างที่พวกเขาทำได้เพื่อช่วยให้ลูกชายของฉันฟื้นตัว ดูแลเขาทั้งกลางวันและกลางคืน ฉันรู้สึกขอบคุณที่เรามีโรงพยาบาลแห่งนี้”
ปัจจุบัน ศูนย์อุบัติเหตุคุนดูซแห่งใหม่ยังคงเปิดดำเนินการอยู่ วันนี้ที่แม้จะปลอดจากภาวะสงครามแล้วแต่ยังคงเผชิญกับความท้าทายมากมาย ศูนย์แห่งนี้มีห้องฉุกเฉิน ห้องดูแลผู้ป่วยหนัก แผนกผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก ห้องผ่าตัด และพื้นที่สำหรับกายภาพบำบัด
ศูนย์อุบัติเหตุแห่งนี้มีทั้งหมด 79 เตียง ให้การดูแลแบบครบวงจรแก่ผู้ป่วยที่ได้รับบาดเจ็บจากการหกล้ม อุบัติเหตุทางถนน วัตถุระเบิดที่ยังไม่ทำงาน และอื่น ๆ ในช่วงระหว่างเดือนมกราคมถึงมิถุนายน 2568 มีผู้ป่วยเข้ารับการรักษาในห้องฉุกเฉินจำนวน 10,253 ราย และมีการผ่าตัดทั้งหมด 3,197 ครั้ง
เมืองคุนดูซในวันนี้แตกต่างจากเมืองคุนดูซในปี 2558 เช่นเดียวกับลักษณะของการบาดเจ็บที่เปลี่ยนไป แต่สิ่งหนึ่งที่จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงก็คือ องค์การฯ ให้การรักษาทุกคนตามความจำเป็นทางการแพทย์ โดยไม่มีการแบ่งแยกทางเชื้อชาติ เพศ สัญชาติ ศาสนา หรือทัศนคติทางการเมืองเอมิลี่ บุยล์ ผู้ประสานงานโครงการ
การโจมตีสถานพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์
ผ่านไปแล้ว 10 ปีนับตั้งแต่เหตุโจมตีที่สร้างความเสียหายร้ายแรงต่อศูนย์อุบัติเหตุคุนดูซในอัฟกานิสถาน โรงพยาบาลต่างๆ รวมถึงเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่ด้านมนุษยธรรมยังคงเผชิญกับการคุกคามและตกเป็นเป้าหมายในพื้นที่ขัดแย้งต่างๆ
เหตุโจมตีที่คุนดูซถือเป็นเหตุการณ์รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ขององค์การแพทย์ไร้พรมแดนและเป็นการกระทำโดยกองทัพสหรัฐฯ นับตั้งแต่นั้นมาเรามีการจดบันทึกจำนวนประเทศที่มีส่วนรับผิดชอบต่อการโจมตีขนาดใหญ่ เช่น การทำลายโรงพยาบาล ซึ่งตัวเลขจำนวนประเทศที่เกี่ยวข้องเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จำนวนนี้ยังไม่รวมกลุ่มติดอาวุธนอกภาครัฐ (non-state armed groups) เราเห็นภาพเหล่านี้ได้อย่างชัดเจนในปาเลสไตน์ (Palestine) (โดยเฉพาะการโจมตีโดยอิสราเอล (Israel)) ในเฮติ (Haiti) (โดยแก๊งอาชญากรและตำรวจเฮติ) ในยูเครน (Ukraine) (โดยกองทัพรัสเซีย (Russian military) และในซูดาน (Sudan) (โดยทั้งกองกำลังของรัฐ (state forces) และกลุ่มนอกภาครัฐ (non-state forces) สิ่งที่เคยเป็นเหตุการณ์รุนแรงซึ่งเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก กำลังกลายเป็นความปกติใหม่ที่เกิดบ่อยครั้งขึ้นเรื่อย ๆสถานพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ไม่ควรตกเป็นเป้าหมายการโจมตีไม่ว่าในกรณีใดก็ตาม
สนับสนุนองค์การแพทย์ไร้พรมแดน
สนับสนุนพวกเราในการส่งต่อเวชภัณฑ์ที่จำเป็นต่อการช่วยชีวิตผู้ป่วยในสถานการณ์ฉุกเฉิน ด้วยการบริจาคตอนนี้